ตอบ

ตอบ

ข้อความมีข้อผิดพลาดที่ต้องแก้ไขก่อนดำเนินการต่อ:
คำเตือน: ไม่มีการตั้งกระทู้หัวข้อนี้เป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน
หากคุณมั่นใจว่าต้องการตอบกลับ โปรดพิจารณาเริ่มหัวข้อใหม่
หมายเหตุ: กระทู้นี้จะไม่แสดงจนกว่าจะได้รับการอนุมัติจากผู้ดูแล
ตัวเลือกเพิ่มเติม...
shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง

สรุปหัวข้อ

กระทู้โดย te5arao9p
 - 14 ธันวาคม 2015, 16:43:58
ขอบคุณเจ้าของเว็บที่ให้แชร์ความรู้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเพื่อน ๆ ทุกคนครับ
กระทู้โดย te5arao9p
 - 10 สิงหาคม 2015, 13:30:44
เคลือบแก้วหรือสมัยนี้เรียกว่า Crystal Glass Coating เป็นเทคโนโลยีในการเคลือบผิวรถโดยใช้สารอนินทรีย์ (Inorganic matter) ที่เรียกว่า 
Silicon dioxide หรือคนทั่วไปนิยมเรียกว่าสารซิลิก้า วิธีการ เคลือบแก้วจะทำการเคลือบลงไปบนผิวรถหลังกระบวนการขัดเคลือบสีเพื่อเป็นการ Staff และเพิ่มความเงางามหลังการขัดสี โดยจุด
ประสงค์หลักของการทำเคลือบแก้วนั้นจะเป็นการสร้างชั้นฟิล์มที่มั่นคงเพิ่มขึ้นมาจากชั้นผิวแลคเกอร์ปกติอีก 1 ชั้นเคลือบแก้วยังช่วยใน
เรื่องของการรักษาผิวรถจากมลภาวะต่าง ๆ เช่น ฝนกรด มูลนก ช่วยลดการเกิดรอยขนแมว และสะท้อนกลับรังสียูวีที่ทำให้สีรถซีดจาง ทำให้ผิวรถดูเหมือนใหม่เอี่ยมอยู่เสมอได้ยาวนาน ที่
สำคัญรถที่ผ่านการเคลือบแก้วยังง่ายต่อการทำความสะอาด ซึ่งอายุของชั้นฟิล์มเคลือบแก้วจะมีความคงอยู่มากกว่าแว๊กซ์ ซึ่งจะบางลงและเสื่อมสลายไปหลังการล้างรถทุก ๆ ครั้ง ซึ่งจากคุณลักษณะของเคลือบแก้วเรื่อง
ของการปกป้องผิวรถ ให้ความเงางาม และง่ายต่อการดูแล รวมถึงราคาที่ถูกลงกว่าแต่ในอดีต จึงเป็นสาเหตุให้เคลือบแก้วได้
รับความนิยมในประจุบันเพราะเคลือบแก้วเข้าถึงผู้ที่ต้องการทำได้มากขึ้น 
เคลือบแก้วที่นิยมมี2ชนิด คือ เคลือบแก้ว ชนิด DIY All in one สามารถทำเองได้ราบรื่น ราคาประหยัด ความแข็งอยู่ที่ระดับ 7H และเคลือบแก้ว ชนิด  Ultimate Glass Coat 9H รุ่นโป
รเฟสชั่นแนล ซึ่งสามารเรียกอีกอย่างว่า เคลือบแก้ว ชนิดเซรามิคประกอบด้วยน้ำยา 2 ชนิดแยกกันคือ Base Coat และ Top Coat เนื่องมีความแข็งแรงมากกว่าเคลือบแก้วชนิด DIY