
การปกครองแบบสุดท้าย คือการปกครองแบบประชาธิปไตย หรือในสมัยนั้นเรียกว่าการปกครองแบบสามัคคีธรรม คือเป็นการปกครองที่ในประเทศที่ประกอบไปด้วยแคว้นเล็กแคว้นน้อย ที่ต่างส่งตัวแทนของแคว้นตนมามีส่วนร่วมในรัฐบาล หรือสภาหรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก เพื่อดำเนินการปกครองร่วมกัน 
ในสมัยพุทธกาลมีแคว้นวัชชีที่ใช้การปกครองแบบนี้ แคว้นวัชชีประกอบด้วย ๗ แคว้นย่อย ส่งผู้แทนมาปกครองโดยประกอบด้วยผู้นำแคว้น ๑ ผู้ช่วยอีก ๑๐ แต่ละคนมีผู้ช่วยระดับรองลงมาอีก ๑๐ ซึ่งแต่ละคนนั้นมีทีมงานอีกคนละ ๑๐ เบ็ดเสร็จ ๗ แคว้นส่งคนเข้าคณะปกครองรวม ๗๐๐๗ คน 


พระพุทธเจ้าแสดงอปริหานิยธรรม ๗ แก่แคว้นวัชชี ซึ่งแคว้นวัชชีได้ยึดถือปฏิบัติตลอดมา ทำให้แคว้นมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก 
ด้วยอปริหานิยธรรม ๗ คือ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว สังคมใดหวังความเจริญไม่มีเสื่อม ก็จำเป็นต้องมีข้อธรรมเหล่านี้ 
ได้แก่
๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ เพื่อหาข้อสรุปว่า จะสร้างสรรค์ความเจริญในด้านใด อย่างไร ให้กับสังคมของเรา
๒. พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม ย่อมแสดงออกซึ่งความสมัครสมานสามัคคีในสังคม ใครคิดจะรุกรานก็ต้องเกรงใจ
๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ ทั้งนี้หมายถึงไม่บัญญัติกฎหมายใดที่ขัดกับความดีความงามเดิมของสังคม และไม่ล้มล้างกฎหมายบ้านเมืองเดิมที่ช่วยให้สังคมดีงาม
๔. เคารพนับถือท่านผู้ใหญ่ที่ทรงศีลทรงธรรม หมั่นไต่ถามปรึกษาท่านที่มีประสบการณ์ในการสร้างความเจริญให้กับสังคม
๕. รักษาเหล่ากุลสตรีและกุมารีมิให้ถูกฉุดคร่าขืนใจ คือ ต้องมีกฎหมายลงโทษอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ข่มเหงคนดีงาม
๖. เคารพสักการะบูชาพระเจดีย์ ปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุต่าง ๆ เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจของบุคคลในสังคม
๗. จัดให้ความอารักขาอันชอบธรรมแก่พระอรหันต์ เพราะว่าพระอรหันต์ทั้งหลายย่อมนำหลักธรรมอันจะสร้างความเจริญมาสู่สังคม
สังคมใดประกอบด้วยหลักอปริหานิยธรรม สังคมนั้นย่อมมีแต่ความเจริญไพบูลย์ ตราบใดที่ยังปฏิบัติตามหลักธรรมนี้ ตราบนั้นจะไม่พบกับความเสื่อมทราม 


แคว้นวัชชีอันเจริญรุ่งเรืองด้วยธรรมนี้ เมื่อวาระกรรมมาถึง พระเจ้าอชาตศัตรูส่งวัสสการพราหมณ์ไปยุแหย่ให้แตกสามัคคีกัน จนเจ้าผู้ครองแคว้นย่อย ๆ ต่างเลิกปฏิบัติตามธรรมดังกล่าว เช่น ละเลยการประชุม เป็นต้น เป็นเหตุให้พระเจ้าอชาตศัตรูเข้าตีเมืองได้สำเร็จอย่างง่ายดายในที่สุด
ต่อไป..เป็นการปกครองแบบจักรวรรดิ อันหมายถึงการปกครองที่มีแคว้นเล็กแคว้นน้อย อยู่ภายใต้การปกครองขององค์จักรพรรดิผู้มีอำนาจเด็ดขาด 

จักรวรรดิวัตร คือ หลักการปฏิบัติของนักปกครอง ๕ ประการ ดังนี้ 


๑. ธรรมาธิปไตย คือ ถือธรรมเป็นใหญ่ เคารพในธรรม ตั้งตนอยู่ในธรรม ถ้าผู้นำอยู่ในศีลในธรรม ประชาชนย่อมอยู่ดีมีสุข 


๒. ธรรมิการักขา คือ ให้ความคุ้มครองโดยธรรม แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า ตลอดจนดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้มั่งคั่งสมบูรณ์ 


๓. มา อธรรมการ คือ กำจัดการอันอาธรรม์ ได้แก่ การปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้ถูกต้อง นำประชาชนยึดธรรมะเป็นหลักในการดำเนินชีวิต 


๔. ธนานุประทาน คือ แบ่งปันทรัพย์เฉลี่ยแก่ผู้ยากไร้ ได้แก่ การจัดการสวัสดิการด้านต่าง ๆ ให้แก่ประชาชนที่ขาดแคลน เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้สบายตามสมควร 


๕. ปริปุจฉา คือ หมั่นสอบถามและศึกษาหลักธรรม จากพระสงฆ์หรือนักปราชญ์ที่ทรงความรู้ จะได้ประพฤติตนให้ถูกต้องตามหลักธรรม เพื่อนำประชาชนให้ไปสู่ความสุขโดยทั่วหน้ากัน 


พระอาจารย์เคยบอกกับนางมารร้ายว่า พระเจ้าจักรพรรดิผู้ปกครองทวีปทั้งหมดตามที่พระพุทธเจ้าเอ่ยถึงนั้น จะไม่ปรากฏในช่วงพุทธกาล แต่จะเกิดในช่วงว่างเว้นศาสนาพุทธ ทั้งนี้เพราะท่านจะเป็นผู้นำอาณาประชาราษฎร์บำเพ็ญบุญ สร้างสมบารมี 


มาว่ากันต่อค่ะ 


ทศพิธราชธรรม เป็นแนวทางปฏิบัติตน ส่วนแนวทางในการทำนุบำรุงราษฎร มี ๔ ข้อ เรียกว่าราชสังคหะ ๔ มีดังนี้ 
๑. สัสสเมธะ คือ ฉลาดเรื่องบำรุงธัญญาหาร ได้แก่ มีความรู้ในการกสิกรรมและเกษตรกรรม ทั้งด้านทฤษฎีและด้านการปฏิบัติ 


๒. ปุริสเมธะ คือ ฉลาดหลักบำรุงราชการ ได้แก่ การรู้จักใช้คนที่เหมาะสมกับงาน โดยเฉพาะการใช้คนที่มีจิตใจเสียสละเพื่อความอยู่สุขของประชาชน 


๓. สัมมาปาสะ คือ สมานสามัคคีในหมู่ชน ได้แก่ การส่งเสริมงานสหกรณ์การอาชีพด้านต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนอาชีพนั้น ๆ รวมกลุ่มกันเพื่อเพิ่มการต่อรองกับพ่อค้าได้ 


๔. วาชาเปยยะ คือ เจรจาตรงกับใจ ได้แก่ การรู้ว่าจะต้องใช้คำพูดอย่างไรกับคนประเภทใด สามารถใช้คำพูดที่เหมาะแก่ทุกบุคคลและสถานการณ์ 


พระอาจารย์ยังบอกว่า 
ประเทศไทยพัฒนาแบบก้าวกระโดดมากที่สุดก็ในสมัยรัชกาล ที่ ๕ เพราะผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ คือพระราชาที่เปี่ยมไปด้วยทศพิธราชธรรมและพระปรีชาสามารถดังนี้ 
การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช จึงกลายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการพัฒนาประเทศ 


ว่ามาถึงตรงนี้ นางมารร้ายรู้สึกอยากเปลี่ยนระบอบการปกครองคืนแบบเดิมจังค่ะ 
ไฉนเรามีบุญได้เจอพระราชาที่ทรงคุณธรรมและพระปรีชาสามารถ ปฏิบัติตามแนวทางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์เช่นนี้แล้ว แต่ทำไมอำนาจการปกครองกลับไปตกอยู่กับใครก็ไม่รู้..ฟ้าหนอฟ้า.. 


วันหนึ่ง พระอาจารย์ปรารภเรื่องการเมืองการปกครองกับนางมารร้ายว่า 
พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยบัญญัติไว้เลยว่าการปกครองแบบใดดีที่สุด เพราะท่านทราบว่าการปกครองจะดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคุณธรรมของผู้ปกครอง มิใช่ระบอบการปกครอง 
ท่านยังได้บัญญัติธรรมะสำหรับผู้ปกครองการปกครองระบอบต่าง ๆ ไว้ ทั้งการปกครองโดยพระราชา การปกครองแบบจักรวรรดิ และการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่าการปกครองแบบสามัคคีธรรม 
สำหรับการปกครองโดยพระราชา ท่านได้ให้หลักทศพิธราชธรรมสำหรับการปฏิบัติตนของพระราชา และราชสังคหะ ๔ อันหมายถึงแนวทางที่พระราชาจะให้การสงเคราะห์ประชาชน มีรายละเอียดดังนี้ 
หลักทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ มี
๑. ทาน คือ การจัดสวัสดิการในด้านต่าง ๆ ให้แก่ประชาชน 


๒. ศีล คือ การไม่เบียดเบียนประชาชนด้วยกาย วาจา ใจ 


๓. ปริจจาคะ คือ สละได้แม้แต่ชีวิต เพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน 


๔. อาชชวะ คือ ซื่อตรง จริงใจ รับใช้ประชาชนอย่างเต็มความสามารถ 


๕. มัททวะ คือ ความอ่อนน้อม อ่อนโยน ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยเมตตา 


๖. ตบะ คือ การตั้งใจละชั่ว ทำดี ทำเพื่อความสุขของคนหมู่มาก 


๗. อักโกธะ คือ ระงับความโกรธ ไม่โหดร้ายต่อประชาชน 


๘. อวิหิงสา คือ ไม่เบียดเบียน ไม่ขูดรีดประชาชน เก็บภาษีอากรอย่างเป็นธรรม แล้วนำเงินภาษีอากรมาจัดสวัสดิการเพื่อประชาชน 


๙. ขันติ คือ อดทน อดกลั้น อดออมต่อสิ่งกระทบทั้งภายในและภายนอก กระทำการใดก็มุ่งความสุขของส่วนรวมเป็นใหญ่ 


๑๐. อวิโรธนะ คือ มีความเที่ยงธรรม ให้รางวัลผู้ทำความดี ลงโทษผู้กระทำผิด โดยปราศจากอคติ 


พระอาจารย์ว่า ถ้าบรรดาประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่าง ๆ นำเอาหลักธรรมนี้ไปใช้ ย่อมจะสร้างความสมบูรณ์พูนสุขแก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง ประเทศชาติก็จะเจริญรุ่งเรือง 
