อนิเมะโดราเอมอนถูกแบ่งออกเป็น 3 ยุคหลัก ตามสถานีโทรทัศน์
และทีมงานผู้สร้าง
(https://www.cnxseed.com/cmx_files/server/php/files/1776400893-8254.jpeg)
● ยุค 1973 (เวอร์ชัน Nippon TV)เป็นยุคแรกสุดที่หลายคนอาจไม่เคยเห็น ลายเส้นจะดูดิบและมีความกะล่อน
มากกว่าปัจจุบัน โดราเอมอนมีนิสัยขี้เล่นและดูเป็น "แมวจร" มากกว่า "หุ่นยนต์พี่เลี้ยง"
สถานะ: ฉายได้เพียงครึ่งปีก็ถูกยกเลิกไป และกลายเป็น "เวอร์ชันที่สาบสูญ"
เพราะฟิล์มต้นฉบับบางส่วนถูกทำลาย
● ยุค 1979 - 2005 (ยุคคลาสสิก / เวอร์ชัน TV Asahi)นี่คือยุคที่คนไทยคุ้นเคยที่สุด (ยุคเสียงพากย์น้าต๋อย เซมเบ้) ลายเส้น
จะมีความนุ่มนวล เรียบง่าย และให้ความรู้สึกอบอุ่น สีสันจะไม่ฉูดฉาดนัก
จุดเด่น: เป็นยุคที่สร้างภาพจำให้ตัวละครอย่างถาวร ทั้งเพลงเปิด "อัง อัง อัง"
และบุคลิกที่โดราเอมอนเป็นเหมือน "แม่" ที่คอยดุและดูแลโนบิตะ
● ยุค 2005 - ปัจจุบัน (ยุคใหม่ / ยุคน้ำตาร่วง)มีการยกเครื่องใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ลายเส้นที่ดูพริ้วไหวขึ้น (คล้ายภาพวาด
สีน้ำในบางตอน) ฉากหลังมีความละเอียดสูง และที่สำคัญคือ การเปลี่ยนตัว
นักพากย์ยกชุด
จุดเด่น: เน้นการเล่าเรื่องที่กระชับขึ้น และเพิ่มฉากที่ดึงอารมณ์ความเศร้าหรือ
ความซาบซึ้งมากขึ้นกว่ายุคก่อน
เวอร์ชั่นไหนได้รับความนิยมที่สุด?(https://www.cnxseed.com/cmx_files/server/php/files/1776401218-7457.jpeg)
ในแง่ของ "ภาพจำและความผูกพัน" ต้องยกให้ ยุค 1979 (คลาสสิก) ได้รับความนิยมสูงสุด
ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เพราะเป็นยุคบุกเบิกที่ทำให้โดราเอมอนกลายเป็นวัฒนธรรมป๊อป
และแฟนการ์ตูนส่วนใหญ่ที่เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ในปัจจุบันล้วนโตมากับเวอร์ชันนี้
ในแง่ของ "รายได้และความสำเร็จระดับโลก" ยุค Stand By Me (3D) และ Movie ยุคใหม่
ถือว่าประสบความสำเร็จสูงสุด โดยเฉพาะ Stand By Me ที่ทำรายได้ถล่มทลายในหลายประเทศ
(รวมถึงจีนและไทย) เพราะเป็นการหยิบเอาตอนจบและตอนที่ซึ้งที่สุดมาเรียบเรียงใหม่
จนกลายเป็นกระแสฟีเวอร์
เกร็ดน่ารู้(https://www.cnxseed.com/cmx_files/server/php/files/1776401276-3929.jpeg)
โดราเอมอนได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลญี่ปุ่นให้เป็น "ทูตแอนิเมชัน" ตัวแรก
ของประเทศ และในปี 2012 (ปีเกิดลบ 100 ของโดราเอมอน) เขาได้รับทะเบียน
บ้านเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ของเมืองคาวาซากิอย่างเป็นทางการ
Doraemon US Version (Disney) เมื่อโดราเอมอนไปอเมริกาในปี 2014 มีการ
เซนเซอร์และปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมหลายอย่างเพื่อให้เข้ากับเด็กอเมริกัน เช่น เปลี่ยนจาก
"ตะเกียบ" เป็น "ส้อม", เปลี่ยน "เงินเยน" เป็น "ดอลลาร์", และเปลี่ยนชื่อจาก
"โนบิตะ" เป็น "Noby" ส่วนของวิเศษอย่าง "ประตูไปไหนก็ได้" ถูกเรียกว่า
"Anywhere Door"
เพลย์ลิสช่องนี้แปลไทยไว้ 11 ตอน แต่มีทั้งหมด 25 ตอน
https://www.youtube.com/watch?v=3jMwrdJxx1g&list=PL8519797CCD41A133&index=1
โฆษณา Toyota (Live Action) เวอร์ชันนี้โด่งดังมากในญี่ปุ่นและไทยที่ใช้คนแสดง
จริง โดยได้ Jean Reno (ดาราระดับฮอลลีวูด) มารับบทเป็นโดราเอมอน!
The "Lost" Episode: มีตำนานเมือง (Urban Legend) เล่าถึงตอนที่หายไปซึ่งมีเนื้อหา
หลอนๆ หรือตอนที่โนบิตะตื่นมาพบว่าทุกอย่างเป็นแค่ความฝันเพราะเขาเป็นผู้ป่วยติดเตียง
ซึ่งทางผู้สร้างยืนยันแล้วว่า "ไม่เป็นความจริง" เป็นเพียงเรื่องแต่งโดยแฟนคลับเท่านั้น
(https://www.cnxseed.com/cmx_files/server/php/files/1776402883-3982.jpeg)
ตัวเลข 129.3 นี่คือตัวเลขมหัศจรรย์ของโดราเอมอน เขาหนัก 129.3 กก., สูง 129.3 ซม.
, มีกำลัง 129.3 แรงม้า และวิ่งหนีหนูด้วยความเร็ว 129.3 กม./ชม. (ซึ่งเป็นตัวเลขสถิติ
เฉลี่ยของเด็กชั้น ป.4 ในญี่ปุ่นยุคนั้น)
ทำไมถึงตัวสีฟ้า? เดิมทีโดราเอมอนตัวสีเหลืองและมีหู แต่เพราะถูกหนูแทะหูจนแหว่ง
เขาเสียใจมากจนร้องไห้ไม่หยุด แรงสั่นสะเทือนจากการร้องไห้ทำให้สีเหลืองกะเทาะ
ออกจนกลายเป็นสีฟ้า (บางตำนานบอกว่าเสียใจจนหน้าซีดกลายเป็นสีฟ้า)
(https://www.cnxseed.com/cmx_files/server/php/files/1776401683-7749.jpeg)
โดราเอมอนเกือบจะไม่ได้ชื่อนี้ ชื่อโดราเอมอน มาจากคำว่า Dora-neko (แมวจรจัด)
ผสมกับ -emon (คำลงท้ายชื่อผู้ชายสมัยโบราณ) เกิดขึ้นจากการที่อาจารย์ฟูจิโกะ
เดินไปสะดุดตุ๊กตาล้มลุกของลูกสาวนั่นเอง
เกร็ดปิดท้าย แม้จะเปลี่ยนไปกี่เวอร์ชัน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือ "นิ้วมือของโดราเอมอน"
ที่ยังคงกำหมัดกลมๆ ไว้แน่นเสมอ ยกเว้นตอนเล่นเป่ายิ้งฉุบที่มักจะแพ้โนบิตะตลอดกาล