ดั่งใจปรารถนา
(The Price of Faith)
ตอนที่ 3: ปลัดขิกนางครวญ
(https://www.cnxseed.com/cmx_files/server/php/files/1783736714-6518.png)
มนุษย์เรามักประเมินค่า 'ความรัก' ไว้สูงส่งเกินจริง และหลายครั้งก็ยอมแลกทุกสิ่ง
เพื่อให้ได้มาซึ่งการครอบครอง ทว่าพวกเขามักแยกแยะไม่ออกระหว่างความรักแท้บริสุทธิ์
กับ 'ตัณหา' อันมืดบอดที่ขับเคลื่อนด้วยเสน่หาและอีโก้ ยิ่งเมื่อใดที่ได้สิ่งนั้นมาด้วย
เล่ห์กลคาถาอาคม... สิ่งที่ฟื้นคืนกลับมาหาพวกเขาอาจไม่ใช่หัวใจของอีกฝ่าย
แต่เป็นแรงอาฆาตตบะเดรัจฉานที่จะสูบเลือดเนื้อของผู้บูชาจนสิ้นซาก
บทที่ 1: เสน่หาไร้ค่า
(https://www.cnxseed.com/cmx_files/server/php/files/1782362044-9823.png)
ภายในสำนักงานสถาปนิกและตกแต่งภายในอันหรูหราใจกลางเมืองเชียงใหม่ ท่ามกลางโต๊ะเขียนแบบ
และโมเดลตึกกระจกใสระยิบระยับ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ตัดกับเงาสลัวโทน
ส้ม-เขียวอมฟ้า (Teal and Orange) ของห้องทำงาน ทุกคนในบริษัทต่างรู้จัก
"นนท์" สถาปนิกหนุ่มวัยสามสิบปีผู้มีฝีมือฉกาจ รูปร่างผอมบาง ใบหน้าซีดเซียว และมักจะสวมแว่น
สายตากรอบบาง นนท์เป็นคนเงียบขรึม เก็บตัว และขาดความมั่นใจในตัวเองอย่างรุนแรง เขามักจะ
ถูกเพื่อนร่วมงานมองข้ามและโดนเอาเปรียบเรื่องงานอยู่เสมอ ทว่า ความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ความเฉยชาคือ
นนท์ลุ่มหลงและแอบรัก "ไหม" มัณฑนากรสาวสุดฮอตประจำบริษัทอย่างหัวปักหัวปํา
ไหมเป็นหญิงสาวผู้อ่อนหวาน บริสุทธิ์ และเปรียบเสมือนแสงสว่างเดียวในชีวิตที่มืดมนของเขา
นนท์เฝ้าคอยช่วยเหลือเธอซ่อมแบบ คอยซื้อกาแฟมาวางให้บนโต๊ะทุกเช้าโดยไม่ลงชื่อ และ
แอบมองเธอจากมุมมืดของห้องทำงานด้วยความหวังอันริบหรี่ แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมามีเพียง
ความว่างเปล่า ไหมไม่เคยรับรู้ถึงตัวตนของเขาเลย สายตาของเธอมักจะจับจ้องไปที่พวกผู้ชาย
โปรไฟล์ดี ทายาทเจ้าของธุรกิจ หรือเพื่อนร่วมงานที่ปากหวานและมีความมั่นใจ
นนท์กลายเป็นเพียงเศษฝุ่นในสายตาของคนที่เขาเทิดทูน ความน้อยเนื้อต่ำใจและความริษยาค่อย ๆ
กัดกินจิตใจของเขาจนกลายเป็นความบิดเบี้ยว นนท์เริ่มรู้สึกว่าความดีงามไม่มีความหมายในโลกนี้
หากเขาไม่มี 'เสน่หา' ที่จะดึงดูดเธอได้ เขาจึงเริ่มหันเข้าหาศาสตร์มืด ดั้นด้นไปตามชุมชนเก่าแก่
แถบชานเมือง จนได้พบกับอาจารย์ฆราวาสจอมขมังเวทย์ผู้สันโดษ และได้บูชา
"ปลัดขิกนางครวญแกะจากไม้รักตายพราย"
มาในราคาที่แลกด้วยเงินเก็บทั้งชีวิต เครื่องรางชิ้นนั้นเป็นไม้แกะสลักรูปปลัดขิกขนาดย่อม มีรูป
หญิงสาวเปลือยกายกอดรัดอยู่รอบตัวไม้ ลวดลายอักขระขอมลงชาดสีแดงสดดูราวกับมีเลือดไหลเวียน
นนท์ได้รับคำเตือนด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า
"ปลัดขิกนางครวญนี้เลี้ยงด้วยราคะ แต่อย่าให้มันกลืนตัณหาจนเกินขอบเขต จำไว้ให้ดี...
ห้ามเอ่ยชื่อแม่หญิงคนนั้นลับหลังตอนที่มึงอยู่คนเดียวในห้องมืด เพราะนางครวญในไม้จะจำ
และตามไปหักคอทวงส่วนบุญ และที่สำคัญที่สุด... ห้ามให้คนที่มึงทำเสน่ห์ใส่ ได้เห็น
หรือสัมผัสถูกตัวปลัดขิกนี้เด็ดขาด มิฉะนั้นกระแสอาคมจะตีกลับ หน้ากากเสน่ห์จะพังทลาย
และนางครวญจะหันมากอดรัดมึงแทน"
นนท์ที่กำลังตาบอดด้วยความรักไม่สนใจคำเตือน เขารีบนำเครื่องรางพกติดตัวในกระเป๋ากางเกงทันที
บทที่ 2: รสรักเสน่หาอาคม
(https://www.cnxseed.com/cmx_files/server/php/files/1782362085-3157.png)
ภายในคลับหรูยามราตรีที่คลอเคล้าด้วยเสียงเพลงแจ๊สเบา ๆ แสงสีส้มอุ่นจากโคมไฟบนโต๊ะ
อาหารตัดกับแสงไฟนีออนโทนฟ้าเขียวสลัวรอบบาร์อย่างลึกลับ ผลลัพธ์ของปลัดขิกนางครวญ
ช่างรวดเร็วและหอมหวานจนทำให้นนท์เสพติดความรู้สึกดั่งใจปรารถนาราวกับคนบ้า
เพียงวันแรกที่เขาพกเครื่องรางไปทำงาน บรรยากาศรอบตัวเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เพื่อนร่วมงานสาว ๆ ที่เคยเดินผ่านเขาไปเฉย ๆ กลับหันมาส่งยิ้มหวานและเข้ามาทักทาย
อย่างมีไมตรี และในที่สุด โอกาสที่เขาตั้งตารอก็มาถึงเมื่อเขาได้ร่วมนั่งโต๊ะอาหารกับไหม
ในงานเลี้ยงฉลองปิดโปรเจกต์
วินาทีที่ไหมหันมาสบตากับนนท์ แววตาของเธอเลื่อนลอยไปชั่วขณะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นประกาย
ระยิบระยับอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไหมเริ่มเขยิบเก้าอี้เข้ามานั่งใกล้ชิด ชวนเขาคุยด้วยน้ำเสียง
กระซิบกระซาบ และแสดงความสนใจในตัวเขาอย่างออกนอกหน้า ความสุขจากการได้ครอบครอง
ความสนใจของหญิงสาวที่เขาแอบรักมานานปี มันช่างเติมเต็มปมด้อยในใจของสถาปนิกหนุ่ม
ได้อย่างยอดเยี่ยม
จากคืนนั้น ความสัมพันธ์รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ไหมกลายเป็นคนเข้าหาเขา โทรตาม และแสดง
ความหึงหวงอย่างหนัก นนท์เริ่มย่ามใจและลุ่มหลงในตบะเสน่ห์ของเครื่องราง เขาเริ่มสนุกกับการ
ทดสอบพลังขีดสุด ชัยชนะจากการควบคุมจิตใจคนทำให้จิตสำนึกของเขาบิดเบี้ยว นนท์ใช้ปลัดขิก
หว่านเสน่ห์ใส่หญิงสาวคนอื่น ๆ ในออฟฟิศ รวมถึงลูกค้าสาวกระเป๋าหนัก เพียงเพื่อสะใจที่เห็น
พวกเธอยอมศิโรราบคลานเข่าเข้าหา
ยิ่งมีผู้หญิงรุมล้อมและแย่งชิงตัวเขามากเท่าไหร่ นนท์ก็ยิ่งรู้สึกสะใจและมีอีโก้พุ่งสูงขึ้นมากเท่านั้น
ความหวาดกลัวการถูกทอดทิ้งหายไปสิ้น เขากลายเป็นจอมบงการที่ใช้ความรักของผู้อื่นเป็นเครื่องมือ
บำเรอความต้องการของตน โดยไม่รู้เลยว่าชะตากรรมกำลังบีบให้เขาเดินเข้าสู่กับดักอาถรรพ์
บทที่ 3: กาลกิณีเปื้อนอักขระ
บริเวณคอนโดมิเนียมหรูชั้นบนสุดของนนท์กลางดึกอันเงียบสงัด มีเพียงแสงจันทร์สีนวลสลัวสาดส่อง
ผ่านกระจกหน้าต่างบานยักษ์เข้ามาเป็นลำ แสงไฟเมืองเชียงใหม่ระยิบระยับอยู่เบื้องล่าง ความย่ามใจ
นำพานนท์ไปสู่จุดแตกหักเมื่อไหมแอบมาหาเขาที่ห้องโดยไม่ได้นัดหมาย และพบว่าเขาอยู่กับ
หญิงสาวอีกคน ความหึงหวงและฤทธิ์อาคมที่แปรปรวนทำให้ไหมคลุ้มคลั่ง
...ในจังหวะที่ยื้อยุดฉุดกระชาก ไหมที่กำลังคลุ้มคลั่งได้กระชากกระเป๋ากางเกงของนนท์จนขาดวิ่น
ส่งผลให้ปลัดขิกนางครวญไม้รักตายพรายกระดอนหลุดออกมากลิ้งอยู่บนพื้นต่อหน้าต่อตาเธอ
วินาทีที่สายตาของไหมจ้องมองตรงไปยังเครื่องรางลามกชิ้นนั้น อาคมเมตตาทั้งหมดก็แตกสลาย
รุนแรงดั่งเขื่อนพัง!
(https://www.cnxseed.com/cmx_files/server/php/files/1782362108-6965.png)
พลันแสงไฟในห้องดับวูบ เสียงผู้หญิงกรีดร้องและครวญครางระงมดังแผ่ออกมาจากอนธการ
นนท์ทรุดลงไปนอนสั่นเทาบนพื้นเมื่อเห็น "มือล่องหนนับร้อย ๆ คู่" ยื่นทะลุออกมาจากเงา
ตามกำแพงและใต้เตียง มือเหล่านั้นไม่ได้เข้ามาบีบเนื้อหนัง แต่กลับพุ่งตรงเข้ามาชอนไช
ทะลุอกและกะโหลกศีรษะของเขาเพื่อ "กระชากบางสิ่ง" ที่อยู่ข้างใน
นนท์กรีดร้องสุดเสียงเมื่อรับรู้ได้ว่า "เศษเสี้ยววิญญาณ สติสัมปชัญญะ และความทรงจำ"
กำลังถูกมือผีนับร้อยทึ้งดึงลากออกจากร่างอย่างทารุณ เส้นแสงวิญญาณสีขาวหม่นถูกรุมทึ้ง
ออกจากปากและตาของเขาจนขาดสะบั้น ในขณะที่ตัวเครื่องรางปลัดขิกบนพื้นกลับดูดซับ
แสงวิญญาณนั้นเข้าไป จนตัวไม้ขยายและนูนเด่นขึ้นเป็นรูปใบหน้าของนนท์ที่กำลังกรีดร้อง
ทรมานฝังติดอยู่กับร่างนางครวญบนเนื้อไม้
บทที่ 4: นางครวญทวงคืน
ณ ห้องนอนอันหรูหรา บัดนี้เงียบสงัด มีเพียงแสงไฟนีออนจากภายนอกสาดส่องเข้ามา
นนท์ไม่ได้กลายเป็นตัวประหลาด กายภาพของเขายังคงเป็นมนุษย์ครบสามสิบสอง...
ทว่าสิ่งที่เหลืออยู่เป็นเพียง "ร่างเปล่าที่เสียสติโดยสมบูรณ์"
(https://www.cnxseed.com/cmx_files/server/php/files/1782362143-9386.png)
แววตาของนนท์ไร้ร่องรอยของสถาปนิกหนุ่มผู้ทะเยอทะยาน มันว่างเปล่า ขาวโพลน
และเหลือกลานอย่างคนบ้าคลั่ง เขานั่งน้ำลายไหลยืดอยู่บนพื้นห้อง หัวเราะคิกคักสลับกับ
ส่งเสียงร้องไห้โฮอย่างน่าสมเพช มือทั้งสองข้างขูดเกาพื้นปูนจนเล็บฉีกขาด ปากพร่ำเพ้อ
พูดคุยกับกำแพงว่างเปล่าและร้องครางเลียนแบบเสียงผู้หญิงสะอื้นไห้ไม่หยุดหย่อน
ไหมที่เพิ่งได้สติจากฤทธิ์อาคมที่เสื่อมสลาย จ้องมองอดีตชายที่เธอเคยหลงใหลด้วยความ
ขยะขยาดและคั่งแค้นจับใจ เธอรู้ซึ้งแล้วว่าผู้ชายคนนี้ใช้เดรัจฉานวิชาทำลายชีวิตเธอ
ไหมเดินไปหยิบเครื่องรางปลัดขิกนางครวญบนพื้นขึ้นมา
บัดนี้บนตัวไม้มีรูปหน้าอันบิดเบี้ยวของนนท์สลักติดอยู่ชัดเจน ไหมไม่สนใจร่างของนนท์ที่นั่ง
หัวเราะเอิ๊กอ๊ากเป็นคนบ้าอยู่ที่พื้น เธอเดินตรงไปที่ระเบียงคอนโดมิเนียม แล้วขว้างเครื่องราง
ชิ้นนั้นดิ่งทะลุความมืดลงไปกระแทกพื้นคอนกรีตเบื้องล่างจนแตกละเอียดเป็นเศษฟืนสลาย
อาถรรพ์ วินาทีที่เครื่องรางแตก ร่างของนนท์ที่นั่งบ้าอยู่ในห้องก็กรีดร้องลั่นก่อนจะชักกระตุก
และหมดสติแน่นิ่งไป
เขากลายเป็นคนพิการทางสมองที่ต้องนอนติดเตียงและส่งเสียงครวญครางไร้ภาษาไปตลอดชีวิต
สลายอีโก้และความทะยานอยากในรสรักไปจนสิ้น โดยไม่มีใครรู้เลยว่า ชายวิกลจริต
ที่นอนน้ำลายไหลคนนี้... เคยเป็นสถาปนิกดาวรุ่งที่ชื่อนนท์มาก่อน
กฎของเครื่องรางนั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา... ยิ่งมนุษย์ย่ามใจใช้ตัณหาและอาคมสร้าง
เปลือกแห่งความเสน่หาเพื่อกดหัวและบงการความรู้สึกของคนอื่นมากเท่าไหร่ เปลือกนั้นก็จะยิ่ง
บีบคั้นกลืนกินเนื้อหนังและดึงสัญชาตญาณเดรัจฉานออกมารวมเป็นเนื้อเดียว และเมื่อเลือกที่จะ
แหกกฎเกณฑ์เพื่อสนองความใคร่ อาถรรพ์ของปลัดขิกนางครวญก็จะลอกทิ้งความเป็นมนุษย์...
แล้วปล่อยให้ถูกทำลายชดใช้กรรมด้วยน้ำมือของคนที่ตนบังคับให้รักอย่างน่าสมเพชในที่สุด