เริ่มประสาทเข้าทุกวันล่ะ
จริงๆแล้ว เราทำอะไรมันก็ตัวเราเรารู้ตัวเสมอว่าทำอะไรอยู่ใครพูดอะไรจะไปแคร์เค้าทำไม จริงไหม
แต่ก็จิตตก ทั้งๆที่มีเรื่องให้เครียดกว่านี้เยอะแยะทำไมไม่คิด
คนอื่นก็บอกเสมอ ว่า แคร์ทำไม๊ เราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ก็จริงนะ แคร์ตัวเองดีกว่า
ถึงแม้ในสายตาคนอื่นเค้าจะมองเราไม่ดี แต่เรา ก็รู้ตัวว่าเราทำอะไร มีสติตลอดเวลา เฮ็ออ ประสาทจะกินหัว คริคริ
uiuo uiuo
บางทีอย่าเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานตัดสินคนอื่นเค้า นะคะ hssd hssd
แค่บ่น อย่าใส่ใจ /jhtdc
หาจิตแพทย์ป่ะ พี่รู้จักเยอะนะ.... jljhl
นัดไว้แล้วค่ะ ศุกร์นี้ ฮ่าๆๆๆๆๆ piuyty
ปะ ซา ยู ริ
อ้างจาก: Yasito เมื่อ 21 กรกฎาคม 2010, 15:18:56
นัดไว้แล้วค่ะ ศุกร์นี้ ฮ่าๆๆๆๆๆ piuyty
ใครอ่า บอกได้ป่ะ.....
รู้จักเยอะจริงๆ ส่วนใหญ่เปนอาจารย์ที่มอ.... jljhl
เป็นอาจารย์ที่มอ เหมือนกันอ่า ...... ghjk
ว่าแต่ไปทำไมซายูริ ..
รู้หล่ะ ไงก็ลองคุยๆ ดูหล่ะกัน อาจารย์เค้าเก่งครับ เหอะๆ
ส่วนผมหน่ะ แค่เคยเปนยามปิดล๊อกที่มอ. มาก่อง เหนเวลาอาจารย์เขาสอนเด็กมาบ้าง
jljhl
ทำบุญดีกว่า ปล่อย นก ปล่อยปลา เผื่อจะมีคนคิดดีกะเราบ้าง
55+ mbvc 55+
ss
เดี๋ยวผมพาไปทำบุญที่วัด เผื่อสบายใจขึ้นเอาไหม...........
หรือปล่อยนกปล่อยปลา เสร็จแล้วส่งกลับ แล่วผมก็กลับบ้าน พร้อมความรู้สึกอิ่มบุญ...
ไม่มี L ก ฮ ไม่มีบาป
(จะเชื่อตรูไหมเนี้ย)
อ้างจาก: Yasito เมื่อ 21 กรกฎาคม 2010, 15:34:27
ทำบุญดีกว่า ปล่อย นก ปล่อยปลา เผื่อจะมีคนคิดดีกะเราบ้าง
ผมคิดดีๆ เป็นมิตรกับคุณยาซิโตะนะครับ dsgjsd (ทำหน้าจริงจังด้วย)
09876 ไปถวายเทียนด้วยกันดีกว่าครับ 09876 จิตใจจะได้สงบสดชื่น
fdgdfdf
จิตตก ช่วยเก็บม่ะ
ล้อเล่นเน้ออ
เอาจริงๆอยากบอกว่า
"แคร์เฉพาะคนที่เรารักดีกว่า เราไม่สามารถแคร์คนทั้งโลกได้หรอก"
pongz
ชอบประโยคที่หนูว่า...อย่าเอาตนเอง เป็นบรรทัดฐานตัดสินคนอื่นเขา...ใช่ครับ ลักษณะอย่างนี้ คนไทยจำนวนไม่น้อยประพฤติปฏิบัติอยู่ ความจริงถ้าจิตใจเราเข้มแข็งก็ไม่ต้องสนใจอะไรเลย....เพราะคนที่น่าจะไปพบจิตแพทย์ ควรเป็นคนที่ชอบมองและชอบพูดถึงคนอื่น ในแง่ที่ตัวเองคิดว่าจะทำให้เขาเสื่อมเสียตั้งหาก ความเห็นของพี่ พี่เชื่อว่าหนูต้องพบพานเรื่องพรรค์นี้เสมอๆ แต่ครั้งนี้หนูอาจจะเหนื่อย...อาจจะล้า...อาจจะเจออุปสรรคบางอย่าง ลองนอนหลับสักตื่นใหญ่ๆ....สิ่งที่ดีๆ รอหนูอยู่ในวันพรุ่งนี้....
ทำไรแล้วสบายใจทำไปเหอะ
มาจริงๆ จังๆ บ้าง..
เรารู้ว่าตัวเราเป็นยังไง
สายตาคนอื่นมองเรายังไงนั้น ถ้าไม่กระทบชีวิตของเราก็ปล่อยวางเถอะ หนักเปล่าๆ อย่าไปสนใจ
ใช่ค่ะ ปลาเป็นของปลาอยู่ดีๆก็มีคนมาว่านั่นว่านี่บางครั้งก็คิดมากเหมือนกันเพราะคำพูดช่างแรงเหลือเกิน เกินที่จะรับไหว
แต่นะคำพูดคนเราจะไปห้ามเค้าได้อย่างไร นอกจากเราปล่อยวางแล้วอโหสิให้เค้า ถือว่าทำเวรทำกรรมกันมา
ไม่อยากอาฆาต มาก เราเองก็จะอยู่ไม่เป็นสุข
เข้าสู้ธรรมมะซะงั้น แต่ก็ดีนะ พอคิดได้แบบนี้ก็รู้สึกสบายใจ เค้าพูดอะไรเกี่ยยวกับเรา คือเข้าตัวเค้าหมด
ไมได้สาปแชงนะ แต่อยากให้เค้าส่องกระจกดูตัวเองก่อนจะคนอื่น จริงไหมคะ
เค้าเปล่าว่านะตัวเอง zad zad
ฝากมาให้อ่านกันครับ
หาอันที่อ่านง่าย ๆ เข้าใจภาษาสบาย ๆ มามห้ศึกษากัน
สำหรับผม ที่พยายามทำอยู่ประจำเสมอ (แต่ก็ไม่ได้สำเร็จทุกครั้ง แต่มันได้ผลกับการใช้ชีวิต) คือการมีสติ ความคุมความคิดตัวเอง ความคิดจิตใจมันฟุ้งซ่าน วิ่งโลดแล่นได้รวดเร็ว ยิ่งความคิดด้านลบและเจ็บปวด ยิ่งวิ่งไปไกล อกเราก็ร้อนผ่าวและไม่สบายใจ ใช้สติระงับการวิ่งของความคิด.... อาจจะยากแต่ลองดูนะครับ ช่วยให้สบายใจขึ้นได้ (ผมยังทำไม่ได้ทุกครั้งเลย)
----------------------------------------------------
การมีสติ-ใช้สมาธิ-ปล่อยวางคือทางออก
สมัยก่อน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง เป็นปัญหาของสังคม แต่สมัยนี้อาจบอกว่าโรคดังกล่าวสามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ แต่โรคทางจิตใจ เช่น โรคจิตเภท โรคประสาท โรคซึมเศร้า กลับเป็นปัญหาของสังคมและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ น.พ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล แห่งกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัญหาของสังคมที่เปลี่ยนสภาวะเครียดเพิ่มมากขึ้น และพบว่าคนที่ฆ่าตัวตายมักเป็นวัยผู้ใหญ่หรือวัยกลางคน กลับกลายเป็นวัยรุ่น ซึ่งพบข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์
กล่าวกันว่า ตั้งแต่เรียนก็หวังเพื่อให้ได้คะแนนสูงๆ มาทำงานพยายามที่จะดิ้นรนเพื่อให้ตนเองได้รับการเลื่อนขั้นที่ดี หรือเกรดเอ.....
มองถึงด้านการหล่อหลอมการเยียวยาจากครอบครัวก็มีน้อย เห็นจากครอบครัวสมัยนี้พ่อแม่แยกทางกัน หย่าร้างกัน ท่านทราบไหมว่า โรงเรียนอนุบาลในกรุงเทพมหานคร เด็กที่พ่อ-แม่ได้เลี้ยงดูจริงๆ จะมีสักกี่ราย... เติบโตก็พยายามที่จะให้อายุตนเองยืนยาวนาน สรรหาอาหารมารับประทานมีคุณค่าเพื่อบำรุงร่างกาย แต่อาหารทางใจส่วนมากแล้วจะขาดหรือมองข้ามเพราะเห็นว่าอาจไม่สำคัญ รอไปก่อน อายุมากกว่านี้แล้วค่อยคิดใหม่
ในขณะที่ท่านทำงานก็มีความทุกข์กับงาน กลับบ้านก็ทุกข์กับสมาชิกในบ้าน ทุกข์กับการอยู่คนเดียว แต่ก็ทราบอีกไหมว่า ร่างกายของคนเราประกอบไปด้วยกาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วทำให้รู้สึกว่าขาด
ข้อมูลจากสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ แนะนำว่า การหาทางออกโดยไม่ต้องลงทุน อันเพื่อตนเองให้มีความสุข งานที่กระทำราบรื่นไปได้ด้วยดี และคนรอบข้างมีความสุข คือ
1. การใช้สมาธิ ลองคิดดูเมื่อรู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน งานก็จะผิดพลาดเป็นประจำ คิดอะไร เขียนอะไร จำอะไรก็ไม่ดี จิตใจหวั่นไหว ใครมาพูดกระทบแสดงความไม่พอใจ กล่าวกันว่า หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นต้องใช้ความอดทน การนั่งเฉยๆ แล้วเอาจิตมาผูกกับลมหายใจ เพียงแต่รับรู้ลมหายใจเข้าออก เข้าก็รู้ ออกก็รู้ ที่เป็นจริง ต่อเนื่อง ตามลมหายใจ ความคิดก็ค่อยๆ ไตร่ตรองแล้วก็หายใจเงียบๆ ประมาณ 5-10 นาที
2. การสวดมนต์ กล่าวว่า จะทำให้จิตใจของเรายึดมั่นอยู่ในพระรัตนตรัย เป็นการฝึกจิตให้สงบ และมีสมาธิ จากการวิจัยของ น.พ.อีริค แลนเดอร์ ซึ่งเป็นแพทย์ทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า หากรู้จักปลีกเวลาสัก 1 ทำตัวสังคมไม่ยอมรับโมง หลายๆ ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อการสวดมนต์เชื่อว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย และสุขภาพกายและสุขภาพจิตจะดี
3. การอยู่กับปัจจุบัน คือการแผ่เมตตา ปรารถนาดีซึ่งมีอยู่จริงๆ ในจิตของเรา ทำให้น้อมจิตแผ่เมตตา แบ่งความสุขไปยังทุกคนในที่ทำงานทุกทิศทุกทาง โดยทำความรู้จักกับลมหายใจเข้าออกให้ชัดเจน ใครที่ทำให้เราทุกข์ใจ ร้อนใจ ขัดเคือง เราก็ให้อภัยเขา ไม่เอามาคิด ที่จะทำให้ใจของเราเป็นสุข ไม่มีเวรและเป็นภัยต่อกัน
4. การมีสติ พุทธพจน์ที่ว่า ดูก่อนภิกษุ ตถาคต กล่าวว่าสติช่วยในกิจทั้งปวง และสติสามารถฝึกและควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นตัวยับยั้งไม่ให้จิตฟุ้งซ่าน การมีสติเป็นการพัฒนาฝีมือของเรามากขึ้น หากแม้จะไม่สงบก็ลดความฟุ้งซ่านได้ เช่น ขณะกำลังพิมพ์งาน ความวุ่นวายของคนรอบข้างจะเข้ามา แต่เราอยู่ด้วยใจที่จดจ่อจับกับลมหายแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง
5. การปล่อยวาง คือการไม่จมอยู่กับงานจนมั่นหมายเป็นบ้า ไม่หมกมุ่นอยู่กับอดีตที่ผ่านไป อนาคตที่ยังมาไม่ถึงและการสลัดตนให้พ้นจากความรู้สึก หรือภาพประทับใจเก่าๆ ที่มาเกาะกุมจิตใจโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่แนะนำมาเบื้องต้นไม่ข้อใดข้อหนึ่ง สามารถกระทำเองได้โดยไม่ต้องลงทุนด้วยเงินทอง จะมีประโยชน์ 2 ส่วน คือ ตัวเราเองมีความสุข ความสัมพันธ์กับเพื่อนรอบข้างก็ดี งานก็สำเร็จสัมฤทธิผล มีคุณค่าต่อสังคม เพราะว่ารู้จักนำธรรมะมาใช้กับงานอย่างถูกต้อง
(คัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์บ้านเมือง คอลัมน์ : ชีวิตและสุขภาพ น.พ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์)
ขอร้องไม่รู้อะไรแล้วอย่าพูด คนอื่นเค้าเสียหาย ทำไมหรอ
อิจฉาหรอ ถึงมาทำตัวแบบนี้ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น
คิดว่าที่ทำมันถูกหรอบอกแล้วก่อนจะว่าใครหัดส่องกระจกดูตัวเองบ้าง
รู้ไหมเอือมระอากับบทนางเอกของเธอแล้วนะ อย่ามาทำตัวเรียกร้องความสนใจ
อุตส่าห์เงียบทุกอย่างไม่พูดไม่จาแล้ว ยังจะมารังควานกันอีกเริ่มไม่ไหวแล้วล่ะ
บ่นๆๆๆบลาๆๆๆ เครียดเหอะ ขนาดทำบุญ อโหสิกรรมให้แล้วนะ ยังตามหลอกหลอนกันอีก piuytyจิตตก
kick
ทำบุญแล้วยังไม่เลิกรา สงสัยคราวนี้ต้องบวช kjhg kjhg