Kesagake หมีกินคนแห่งหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึ

Kesagake หมีกินคนแห่งหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึ

เริ่มโดย etatae333, 16 ตุลาคม 2015, 16:28:44

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

0 สมาชิก และ 1 ผู้มาเยือน กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

Kesagake หมีกินคนแห่งหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึ



ความจริงแล้วสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่จะไม่ฆ่าคนเพื่อกินเนื้อ เพราะมันรู้ว่าหากฆ่าคนขึ้น ปัญหาจะตามมาหามันแน่นอน ดังนั้นการที่จะเกิดกรณีเหล่านี้ได้
จะต้องอยู่ภายใต้ภาวะเงื่อนไขที่เหมาะสมเช่น มันหิวจัด ถูกรุกรานที่อยู่ หรือเห็นมนุษย์เป็นสัตว์ที่มันล่าง่ายที่สุด และเมื่อมันทำร้ายมนุษย์แล้ว
มันจะล่ามนุษย์ต่อไป เรื่อยๆ ตราบใดที่มันไม่ตาย


เมื่อมีคนพูดถึงประเทศ "ญี่ปุ่น" คุณก็มักนึกถึงซูซิ, เทคโนโลยีล้ำหน้า และสิ่งบันเทิง เช่น การ์ตูนและภาพยนตร์ แต่หลายสิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ
สมัยก่อนญี่ปุ่นไม่ได้ล้ำหน้าเหมือนปัจจุบัน เพราะญี่ปุ่นสมัยก่อนยังคงเป็นชุมชนเกษตร มีชีวิตแบบชาวไร้ ชาวนา และมีหลายครั้งพวกเขาก็ต้อง
เผชิญกับเหล่าสัตว์ร้ายต่างๆ นาๆ ในป่า แต่อย่างไรก็ตามไม่มีครั้งไหนแล้วที่พวกเขาได้เผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายตัวหนึ่งที่โหดเหี้ยมและอันตราย
ที่ได้สร้างความหวาดกลัวแก่ชาวญี่ปุ่น ทุกยุคทุกสมัย เรื่องราวของมันถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สยองขวัญต่างๆ นาๆ ของญี่ปุ่น

มันคือ "หมีน้ำตาลเคะซากาเกะ" ซึ่งมันได้รับการจารึกว่ามันคือซอว์ ของญี่ปุ่นเลยทีเดียว




เรื่องราวของมันเริ่มต้นขึ้นในยามเช้ากลางเดือนพฤศจิกายนในปี ค.ศ. 1915 ที่หมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึ เมืองโทมาม่า ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น
โดยสมัยก่อน นั้นหมู่บ้านแห่งนี้พึ่งจะมีคนอยู่อาศัย กำลังบุกเบิก จำนวนคนในหมู่บ้านน้อยมาก และส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนป่าเขาแยกห่างจากกัน
และพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นที่อยู่อาศัยของหมีเพศผู้ ขนาดยักษ์ที่หลายคนเรียกมันว่า "เคะซากาเกะ"

หมีเคะซากาเกะนั้นเป็นหมีที่สร้างความรำคาญแก่ชาวบ้านแถบนั้นมาก มันเป้นหมีมหึมาตัวใหญ่ สีน้ำตาล ซึ่งมันชอบขโมยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ของชาวบ้าน ซึ่งวันดังกล่าวมันไปสร้างความเสียหายกับครอบครัวของอิเคดะ จนกระทั้งวันที่ 30 พฤศจิกายน หมีน้ำตาลปรากฏตัวอีกครั้ง
และชาวบ้านได้ตัดสินใจที่ใช้ปืนยิงมันเพื่อฆ่ามัน จนมันถูกยิงจนบาดเจ็บแล้วหนีขึ้นบนเขา เมื่อมันหนีไป ชาวบ้านพยายามตามรอยเลือดมัน
เพื่อฆ่ามันให้ตาย แต่ระหว่างทางกลับมีพายุหิมะเกิดขึ้นเสียก่อน ทำให้พวกเขาต้องหันหลังกลับไป อีกทั้งพวกเขายังก็รู้สึกโล่งใจเพราะเชื่อว่า
หมีคงจะรู้สึกกลัวคนและอยู่ห่างจากพืชผลของเขา มันไม่กลับมาหมู่บ้านของพวกเขาอีกแล้ว

หากแต่แล้ว พวกเขากลับคิดผิด!! เพราะหมีน้ำตาลก็ได้ปรากฏตัวอีกครั้ง
หากแต่การปรากฏตัวคราวนี้มันได้กลายเป็นหมีกระหายเลือด กินคน !!


วันที่ 9 ธันวาคม 1915 เวลา 10.30 น. เจ้าหมียักษ์กลับมาอีกครั้ง มันเริ่มออกปฏิบัติการแก้แค้นตามฉบับของมัน มันเลือกเหยื่อรายแรก
ของมันคือครอบครัว โอตะ ในขณะนั้นอาเบะ มายูภรรยาของครอบครัว และฮายูมิ มิกิโอะทารกที่เธอดูแลอยู่ก็ถูกเจ้าหมีตัวบุกเข้ามาในบ้าน
เพื่อหมายฆ่าคนทั้งสอง ทารกถูกกัดศีรษะจนเสียชีวิต ส่วนฝ่ายหญิง พยายามต่อสู้โดยสาดฟืนเข้าใส่ แต่ท้ายสุดเธอก็ถูกหมีลากเข้าป่า
และเมื่อชาว บ้านมาถึงที่เกิดเหตุถึงกับต้องตะลึง โดยพวกเขาบรรยายว่าเหมือนโรงฆ่าสัตว์ไม่มี ผิด เพราะเลือดสาดกระจายทั้งบนพื้นและผนัง


ในตอนเช้า ชาวบ้านรู้สึกโกรธแค้นหมี พวกเขาเลยจับกลุ่มสามสิบคนบุกเข้าป่าเพื่อยิงหมีและกู้ซากศพของมายู และเมื่อเขาเดินเข้าไปป่า
ไม่เกิน 150 เมตร พวกเขาก็เห็นหมีสีน้ำตาล ห้าคนยิงหมี แต่มันก็ทำได้แต่เพียงทำให้ทันโกรธและหนีไปหลังจากพวกเขาสำรวจบริเวณรอบๆ
ก็พบชิ้นส่วนศพที่มี เพียงหัว และชิ้นส่วนที่เหลือของฝ่ายหญิงฝังอยู่ใต้หิมะ คาดว่าหมีคงเก็บอาหาร ของมันไว้กินภายหลัง ทำให้เชื่อว่า
ตอนนี้หมีได้กลายเป็นสัตว์กินคนเป็นที่เรียบร้อย และเชื่อว่าหมีดังกล่าวได้พบว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ล่าง่าย และมีรสชาติหวานอร่อย และแน่นอนว่า
มันไม่หยุดเพียงแค่นี้แน่

ในคืนวันเดียวกัน (8.00 น.) หมีก็กลับมาที่ฟาร์ม โอตะอีกครั้ง ซึ่งชาวบ้านบางส่วนได้จับกลุ่มรอเตรียมรับมืออยู่แล้ว ชาวบ้านพยายาม
ยิงหมีแต่ว่ามันก็รอดไปอีก โชคดีเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีใครบาดเจ็บ  และบางคนพยายามตามล่าเส้นทางที่คิดว่าหมีหนีไป

[/url]

ในเวลาไม่นานนัก เจ้าหมีที่หนีตายได้กลับมาปักหลักบ้านของครอบครัวมิโซเค ซึ่งตอนนี้หมู่บ้านไร้ทางป้องกัน (เพราะไม่นึกว่าหมีจะมา)
ในเวลานั้นยาโยภรรยาที่ตั้งครรภ์ของมิโซเคได้เตรียมอาหารค่ำพร้อมกับลูกทั้งสี่ของเธอ ทันใดนั้นเธอได้ยินเสียงดังก้องร้องอยู่ข้างนอก
แต่ไม่ทันที่ตรวจสอบ หมียักษ์ก็ได้ผ่านหน้าต่างและเดินเข้าไปในบ้าน หม้อหุงเข้าบนเตาถูกพลิกกลับ เปลวไฟถูกทำให้ดับลงทำให้บ้าน
ตกอยู่ในความมืด ยาโยพยายามหนีออกจากบ้าน แต่ลูกชายคนที่สองของเธอยุดที่ขาของเธอจนสะดุดล้มขณะวิ่ง  หญิงที่ตั้งครรภ์หนีไม่ไหว
ร้องขอชีวิตลูกในครรภ์ของ เธอ แน่นอนมันไร้สาระ เจ้าหมีก็ฆ่าเธอและลูกทั้ง 4 คนของเธอเช่นเดียวกันเหยื่อก่อนหน้าของมัน


ความจริงในบ้านยังมีโอโดชายที่รับหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดอีกคนอยู่ด้วย (และยังมีผู้หญิงอีกคน หากแต่เมื่อหมีมาเธอก็หนีออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว)
หากแต่พอหมีเข้ามาเขาก็ได้ซ่อนอยู่หลังเฟอร์นิเจอร์ โชคดีที่หมูสนใจยาโยและลูกของเธอมากกว่าเขาทำให้เขารอดมาได้

เมื่อพวกกองทหารชาวบ้านกลับมาถึงมาถึงพวกเขาก็พบร่างที่เต็มไปด้วยเลือดของเด็ก และ หญิงสาวที่ท้องทะลักจนตัวอ่อนในครรภ์
ออกมาเต็มพื้นดิน เจ้าหมีตัวนี้ใช้เวลาเพียงสองวันฆ่าคนทั้ง 8 คน จนทำให้ชาวบ้านละแวกนั้นหวาดกลัวเป็นอันมาก

ทหารชาวบ้านถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งประกอบด้วยคนสิบคนยืนอยู่ที่ประตูยาม ในขณะที่กลุ่มอื่นๆ ไปอยู่ด้านหลังของบ้าน
เมื่อได้รับสัญญาณกลุ่ม กลุ่มที่อยู่ด้านหลังจะวิ่งมาพร้อมอาวุธต่อสู้ทันทีหากเจอหมี และเป็นอย่างที่คาด หมีปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
ที่ประตูหน้าบ้าน เหล่าผู้ชายพยายามใช้ปืนไรเฟิลโจมตี แต่ด้วยความสับสนและการยิงปืนพลาด ทำให้หมีหนีเข้าไปในป่า
และไม่สามารถติดตามต่อไปได้เพราะตอนนั้นเวลามืดเกินไป

หมีสีน้ำตาล



ก่อนจะพูดถึงเรื่องราวหมีสีน้ำตาลต่อขอพูดเกร็ดความรู้สักหน่อยเพื่อความเข้าใจ สมัยก่อนนั้นบ้านชาวนาของคนญี่ปุ่นนั้น
ไม่ได้แข็งแรงหรือใหญ่โตเหมือนบ้านสมัยนี้  โดยบ้านชาวนาญี่ปุ่นคล้ายๆ กับบ้านชาวนาของไทย คือส่วนใหญ่ทำมาจากฟาง
เป็นบ้านเดี่ยว ทำให้มันมันไม่แข็งแรงมากนัก  ภายในบ้านมีอุปกรณ์ทำมาหากิน อาหารแห้ง และตรงกลางบ้านมีพื้นเตา
ที่เรียกว่า "อิโอริ" (irori) ที่พบเห็นทั่วไปในญี่ปุ่น โดยตรงกลางพื้นเตาจะมีตะขอใช้เกี่ยวหม้อหรือหม้อต้มน้ำเอาไว้ต้มน้ำ
หรือผิงไฟให้ร่างกายอุ่นในฤดูหนาว บ้านญี่ปุ่นนั้นเป็นรูปแบบสร้างง่ายๆ จึงไม่แปลกที่หมีสีน้ำตาลจะพังเข้ามาทำร้าย
คนในบ้านอย่างง่ายดาย



ส่วนหมีสีน้ำตาลญี่ปุ่นนั้น เป็นหมีสีน้ำตาลอามูร์ ซึ่งนอกจากจะพบในญีปุ่นแล้วยังพบในจีน และเป็นหมีที่ปัจจุบันกลายเป็นพันธุ์หายาก
ในญี่ปุ่นปัจจุบัน พบได้เฉพาะในฮอกไกโด เกาะซาคาริน และหมู่เกาะคูรินเท่านั้น หมีชนิดดังกล่าวมีขนาดใหญ่ มีพละกำลังมหาศาล
มีจมูกไว และเป็นนักล่าที่เก่งกาจ ส่วนใหญ่มันมักอาศัยอยู่ในโพลงถ้ำ หากอาหารหมดมักจะบุกรุกเข้ามาขโมยพืชผลมนุษย์

ในช่วงฮอกไกโดศตวรรษที่ 20 มีคนถึง 141 คนเสียชีวิตแบะอีก 300 คนได้รับบาดเจ็บ จากการโจมตีของหมีชนิดดังกล่าว
อย่างไรก็ตามเหตุการณ์หมีสีน้ำตาลโจมตีหมู่บ้าน ถือว่าเป็นการโจมตีของหมทีที่ได้รับจารึกว่าเลวร้ายที่สุดในญี่ปุ่นเพราะมีคนตายถึง 7 คน
(ที่จริงอาจมากกว่านั้น) และบาดเจ็บอีก 3 คน (มากกว่านั้น) โดยหมีสีน้ำตาลดังกล่าวมีขนาดใหญ่ สูงถึง 2.7 เมตร หนัก 380 กิโลกรัม
ซึ่งใหญ่เป็นสองเท่าของหมีสีน้ำตาลเท่าไป




กลับเข้าเรื่องต่อ ระหว่างทางที่หมีถูกชาวบ้านไล่ฆ่า มันก็ทำร้ายเด็กแถมนั้นบาดเจ็บไปสองคน ทำให้คนในหมู่บ้านรวมตัวกันในโรงเรียน
และรักษาคนที่บาดเจ็บ ในขณะเดียวกันหัวหน้าครอบครัวมิโซเค ยังไม่รู้ชะตากรรมของครอบครัว ระหว่างนั้นเขากับอิเคดะกำลังไปยื่นรายงาน
เรื่องแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจและอำเภอก่อนที่ไปพักค้างคืน และตอนนั้นเองเขาก็ได้ยินชายที่ชื่อ "ยามาโมโตะ" เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องล่าหมีที่เก่งกาจ
เขาเลยขอร้องให้เขาไปช่วย ซึ่งต่อมาเขาก็ตามมิโซเคและอิเคดะไปหมู่บ้านเพื่อไปล่าหมี


ในที่ 11 ธันวาคม มิโซเคและอิเคดะได้กลับมาบ้าน และสังเกตชาวบ้านรวมตัวกันที่โรงเรียน และเมื่อได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นทำให้มิโซเค
เสียใจมากและหมายจะฆ่าหมีเพื่อแก้แค้น โดยดัดรอหมีอยู่บ้านของเขา เชื่อว่าหมีจะมาอีกครั้ง หากแต่วันนี้หมีก็ไม่ปรากฏตัว

วันที่ 12 ธันวาคม ข่าวการปรากฏตัวของหมีได้กระจัดกระจายไปทั่วฮอกไกโด เป็นเหตุทำให้สำนักงานรัฐบาลและสถานีตำรวจได้ส่งทีม
ซุ่มยิงและอาสาสมัครที่รวบรวมจากเมืองใกล้เคียงไปจัดการ หากแต่หมีน้ำตาลตัวต้นเหตุก็ไม่ปรากฏเลยในวันนั้น ทำให้หลายฝ่ายต้อง
วางแผนการล่าหมีแม้ว่าจะมีงบประมาทจำกัด ตอนแรกมีความพยายามจะล่อหมีออกมาโดยการเอาศพของเหยื่อที่เคราะห์ร้ายมาล่อหมี
หากแต่แผนดังกล่าวถูกประณามอย่างกว้างขวางจากญาติผู้ตาย ทำให้แผนยุติในที่สุด

วันที่ 13 ธันวาคม ในตอนเช้าทีมค้นหาได้พบว่าบ้านของครอบครัวโอตะถูกรื้อค้นโดยหมีสีน้ำตาล ที่แอบมากินอาหารที่คลังเสบียง
ที่เก็บไว้ใช้ในฤดูหนาวจนเละ และมันยังทำความเสียหายในลักษณะดังกล่าวหลายบ้านใกล้เคียง หากแต่จนถึงขณะนั้นไม่มีใครตามฆ่ามันได้
หลังจากนั้นชาวบ้านก็ได้รับข่าวดี เมื่อพบว่าขณะนี้มีคนกว่า 60 คนติดอาวุธตัดสินใจกันล้อมภูเขา และคืนนั้นเองพลซุ่มยิงที่ดักสะพาน
ได้เห็นบางสิ่งบางอย่างเป็นเงาใกล้ตอไม้บนฝั่งตรงข้าม ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นเงาของมนุษย์ จึงตะโกนเรียกถามกลับ หากแต่เมื่อสังเกต
อีกทีก็พบว่าเป็นเงาของหมีตัวต้นเหตุ หากแต่ไม่ทันได้ยิน มันก็หายไปไหนป่า ทำให้พลาดโอกาสฆ่าหมีไป



หลังจากนั้นเจ้าหมีก็ถูกไล่ล่าอย่างหนัก (ระหว่างนั้นมันก็อาละวาดฆ่าคนไปไปด้วย) จนในที่สุดเรื่องก็จบลงเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม เมื่อทีมไล่ล่า
(ตอนนั้นยามาโมโตะได้ตามมาช่วยแล้ว ก็ได้พบรอยเท้าหมีและเลือด ซึ่งระบุว่าเป็นหมีฆาตกรที่ได้รับบาดเจ็บ ทำให้นี้คือโอกาสสำคัญในการฆ่าหมี
ซึ้งยามาโมโตะได้ติดตามล่าหมีอย่างไม่ลดล่ะ และด้วยความคุ้นเคยการล่าหมีทำให้เขาสามารถตามเจ้าหมีตัวนั้นทัน เมื่อเขาดักรอที่ด้านบนต้นโอ๊คญี่ปุ่น
เขาก็พบหมีเดินผ่าน เขาเดินเข้าไปใกล้หมีในระยะ 20 เมตร และจัดการยิงเจ้าหมี โดยเขายิงสองครั้งที่หัวใจและครั้งที่สองยิงที่หัวของมัน
และเมื่อหมีสิ้นใจชาวบ้านก็ทำการวัดขนาดของหมี พบว่าหมีตัวนี้หนักกว่า 380 กิโล และสูง 2.7 เมตร เมื่อทำการผ่าท้องมาก็พบชิ้นส่วนมนุษย์
อยู่ในกระเพาะอาหารของมัน
(ตอนแรกกะโหลกศีรษะหมีและบางส่วนของขนถูกเก็บเอาไว้ หากตอนหลังก็หายไปอย่างลึกลับ
ทำให้ไม่มีสิ่งของหมีฆาตกรดังกล่าวเก็บเอาไว้เลย)
 



อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหมีกินคนตัวปัญหาจะตายไปแล้ว แต่เหตุการณ์เลวร้ายยังไม่จบสิ้น เมื่อเหยื่อที่ถูกหมีทำร้ายบางรายเสียชีวิตต่อมา
เพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว และต่อมาก็มีการพบหมีสีน้ำตาลในบริเวณหมู่บ้าน ส่งผลทำให้หมู่บ้านร้างในที่สุด ในขณะที่ชาวย้าย
บางคนในหมู่บ้านได้ตัดสินใจเป็นนักล่าหมี เช่น โอคาวา ฮารูโยชิ ซึ่งตอนนั้นอายุ 7 ขวบและเป็นลูกชายของนายกเทศมนตรีหมู่บ้าน
ในเวลบานั้นได้เติบโตเป็นนักล่าหมี เพราะเหตุการณ์ฝังลึง เขาเกษียณมื่ออายุ 62 ปี ซึ่งเขาสามารถฆ่าหมีถึง 102 ตัว

ปัจจุบันหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึ เหลือเพียงแต่บ้านจำลองของครอบครัวโอตะ และมีรูปปั้นจำลองของหมีกินคนขนาดเท่าตัวจริงอยู่หน้าบ้าน
เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สยองขวัญเท่านั้น เรื่องราวหมีกินคนแห่งหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึ ถูกนำมาสร้างเป็นสื่อบันเทิงต่างๆ มากมาย เช่น
ละครวิทยุ, นิยาย, มังงะในชื่อ The Wild Legend


credit :: cammy@dek-d.com
friendly
0
funny
0
informative
0
agree
0
disagree
0
pwnt
0
like
0
dislike
0
late
0
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่

chicarito14

friendly
0
funny
0
informative
0
agree
0
disagree
0
pwnt
0
like
0
dislike
0
late
0
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions

lordkeng

friendly
0
funny
0
informative
0
agree
0
disagree
0
pwnt
0
like
0
dislike
0
late
0
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions

miozaa

friendly
0
funny
0
informative
0
agree
0
disagree
0
pwnt
0
like
0
dislike
0
late
0
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions