Show posts - etatae333
Menu

Show posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Show posts Menu

Messages - etatae333

#7
CRYSTAL CLUB MASSAGE / CRYSTAL CLUB Towel Party (5/9/69) Part 2
16 กันยายน 2026, 09:29:39
























































#8
CRYSTAL CLUB MASSAGE / CRYSTAL CLUB Towel Party (5/9/69) Part 1
16 กันยายน 2026, 09:24:14





































































#9
ครอบครัวนี้สีชมพู
ซีรี่ย์ปัญหาครอบครัวจากค่าย SOD SET 6




ผลงานจากค่าย SOD ในธีมความสัมพันธ์ที่ผิดศีลธรรมในครอบครัว ที่ผลิตมาตั้งแต่ปี 2019
จนถึงปัจจุบันก็มีผลงานใหม่ๆ ออกมาให้แฟนๆ ชมอย่างต่อเนื่องโดยมาในเซทที่สี่นี้จะเป็น
ผลงานในปี 2022


เรื่องราวเริ่มจากช่วงวัยรุ่น เมื่อพ่อคอยนวดหน้าอกให้ลูกสาว Mitsuha Seri โดยอ้างว่า
อยากช่วยให้หน้าอกโตขึ้น แต่สิ่งที่เริ่มจากการดูแลกลับค่อย ๆ กลายเป็นสัมผัสที่เกินขอบเขต
เมื่อเธอเริ่มรู้สึกเคลิ้มตาม พ่อจึงเสนอว่าจะทำให้ "รู้สึกดีกว่านี้" และพยายามพาความสัมพันธ์
ของพ่อลูกก้าวไปสู่เรื่องทางที่ไม่เหมาะสม




ลูกชายที่เคยต้องโทษในคดีล่วงละเมิดกลับมายังบ้านเกิดอีกครั้งหลังจากหายไปหลายปี
แต่เขายังคงเก็บตัวอยู่เพียงในห้องนอนเก่า ความเครียดและแรงกดดันของเขายิ่งสะสมขึ้นทุกวัน
จนผู้เป็นแม่ Sumire Mihara เริ่มหวาดกลัวว่าลูกอาจกลับไปก่อเหตุซ้ำ และสุดท้ายเธอ
ก็ตัดสินใจเข้าไปช่วยระบายความต้องการของลูกด้วยตัวเอง





คู่รักวัยประมาณ 20 ต้น ๆ แต่งงานกันเพราะฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ และเช่าอพาร์ตเมนต์ราคาถูก
อยู่ด้วยกันในชนบทแถบชานคันโต ด้วยความเป็นห่วง แม่ของภรรยา Mayu Onodera จึงย้ายมา
อยู่ด้วยหลายสัปดาห์เพื่อช่วยดูแลงานบ้าน แต่ระหว่างนั้นลูกเขยที่เก็บกดความต้องการมานาน
กลับเข้าหาเธอเกินขอบเขต แม้ช่วงแรกเธอจะพยายามปฏิเสธ แต่สุดท้ายกลับหวั่นไหวและ
ยอมถลำเข้าสู่ ความสัมพันธ์ลับระหว่างแม่ยายกับลูกเขย




ชายหนุ่มที่ยังไม่มีประสบการณ์มีคนที่แอบชอบมานาน และอยากรู้ว่าการจูบเป็นอย่างไร
จังหวะเดียวกับที่ Kanna Misaki พี่สาวซึ่งกำลังมีปัญหากับสามี กลับมาพักที่บ้าน
เขาจึงขอให้เธอช่วยสอนเรื่องการจูบ แม้พี่สาวจะลังเลแต่ก็ยอมตามใจ ทว่าจากการฝึกเล่น ๆ
ความใกล้ชิดกลับทำให้ทั้งคู่เผลอปล่อยตัวไปตามอารมณ์ จนก้าวข้ามเส้นความเป็นพี่น้อง





ผลงานแนวสารคดีจำลอง ที่ติดตามชีวิตของพ่อและลูกสาว ซึ่งอาศัยอยู่ในชนบท
Megu Mio ลูกสาววัย 30 ปี พยายามเข้ารับการรักษาภาวะมีบุตรยากแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ
ด้วยความห่วงใย ผู้เป็นพ่อจึงเอ่ยถามว่า "งั้นพ่อขอช่วยได้ไหม" แม้ในตอนแรก
เธอจะขัดขืน แต่ต่อมาการกระทำดังกล่าวก็กลายเป็นเรื่องปกติ และกลายเป็นส่วนหนึ่ง
ของกิจวัตรประจำวันของพวกเขา




รายละเอียดเพิ่มเติม



ครอบครัวนี้สีชมพู
ซีรี่ย์ปัญหาครอบครัวจากค่าย SOD SET 5

https://forum.cnxseed.com/index.php?topic=214772.0

#10
เหตุผลของคนมีชู้
ซีรี่ย์จากค่าย Madonna SET 3




อีกหนึ่งซีรี่ย์แนว เมียพี่มีชู้ จากค่าย Madonna ที่ผลิตตอนแรกมาช่วยปลายปี 2016
จนถึงปัจจุบันก็ยังมีตอนใหม่ๆ ออกมาให้ชมกันอย่างต่อเนื่อง โดยเปลี่ยนนักแสดง
เปลี่ยนโครงเรื่อง อีกหนึ่งซีรี่ย์ที่นักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง Toru Ozawa แทบจะเหมา
สัมปทานในบทชู้ผู้แสนดี นานๆที ถึงเปลี่ยนตัวแสดงชาย


ชีวิตคู่ของ Maki Houjou เริ่มห่างเหินเพราะต่างคนต่างทุ่มเทให้กับงาน แม้เธอจะบอกสามีว่า
ต้องไปอบรมกับบริษัทหลายวันก็แทบไม่ได้รับความสนใจ จนระหว่างทริปเธอได้ใช้เวลา
ใกล้ชิดกับ Ozawa หัวหน้าที่แอบชื่นชมมานาน หลังงานเลี้ยงทุกคนไปดื่มต่อที่ห้องของเขา
ก่อนเพื่อนร่วมงานจะทยอยหลับกันหมด เหลือเพียง Maki กับ Ozawa สองต่อสอง
ท่ามกลางความเหงาและฤทธิ์แอลกอฮอล์ ความรู้สึกที่เก็บซ่อนไว้จึงพาทั้งคู่ข้ามเส้นจาก
หัวหน้ากับลูกน้อง สู่ความสัมพันธ์ลับที่ยิ่งใกล้ชิดก็ยิ่งถอนตัวได้ยาก





Reiko Sawamura กำลังหนักใจกับลูกชายที่เข้าสู่วัยต่อต้าน ขณะที่สามีกลับเอาแต่ทำงาน
และแทบไม่สนใจเรื่องในบ้าน จนในงานประชุมผู้ปกครอง เธอได้รู้จักกับ Ozawa คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว
ที่ตั้งใจรับฟังเรื่องของลูก ต่างจากสามีของเธออย่างสิ้นเชิง ทั้งคู่ต่างมีปัญหาครอบครัวที่คล้ายกัน
จึงเริ่มพูดคุยและปรึกษากันบ่อยขึ้น จน Reiko ถึงกับไปหาเขาที่บ้านเป็นประจำ และยิ่งได้
แบ่งปันความทุกข์ใจกันมากเท่าไร เธอก็ยิ่งรู้ตัวว่า ความรู้สึกที่มีต่อ Ozawa กำลังเปลี่ยนจาก
คนที่เข้าใจ กลายเป็นความสัมพันธ์ที่เกินเลย




Kawakami Nanami อาศัยอยู่กับแม่และสามีที่บ้านเกิด แต่ช่วงหลังชีวิตคู่เริ่มห่างเหินเพราะสามี
เอาแต่ทำงานและไม่ค่อยสนใจครอบครัว กระทั่ง Keiko พี่สาวของเธอกลับมาเยี่ยมบ้านพร้อม
Toru ผู้เป็นสามี หลังมื้อเย็น Nanami บังเอิญได้อยู่กับ Toru สองต่อสองและเผลอระบาย
ปัญหาชีวิตคู่ให้ฟัง ก่อนพบว่า Toru เองก็กำลังทุกข์ใจกับความสัมพันธ์ที่เย็นชากับภรรยาเช่นกัน
ความเข้าอกเข้าใจทำให้ทั้งสองค่อย ๆ ใกล้ชิดกัน จนสุดท้ายไม่อาจห้ามความรู้สึกและถลำเข้าสู่
'ความสัมพันธ์ลับซ้อนกันทั้งสองฝ่าย' ที่ไม่ควรเกิดขึ้น





Shouda Chisato แต่งงานกับสามีที่อายุน้อยกว่ามาได้ 3 ปี จากชีวิตคู่ที่เคยราบรื่นกลับค่อย ๆ
ห่างเหินจนเธอเริ่มรู้สึกโดดเดี่ยว กระทั่งได้พบกับ Sagawa อดีตคนไข้ของโรงพยาบาลที่เธอ
ทำงานอยู่อีกครั้ง เมื่อปัญหากับสามีหนักขึ้น Chisato จึงหันไปพึ่งพาเขา ขณะที่ Sagawa
ซึ่งหลงใหลในความอ่อนโยนและเอาใจใส่ของเธอมานาน ก็เปิดเผยความรู้สึกที่เก็บซ่อนไว้
แม้ Chisato จะรู้สึกผิดต่อสามี แต่การได้พบคนที่พร้อมรับฟังและยอมรับเธอทุกอย่าง ก็ทำให้
หัวใจของเธอค่อย ๆ หวั่นไหวและถลำเข้าสู่ 'ความสัมพันธ์ลับที่ยากจะห้ามใจ'




Satomi Yuria แต่งงานมาหลายปีและเริ่มคิดถึงการมีลูก แต่ความสัมพันธ์กับสามีกลับจืดจาง
จนแทบไม่มีเวลาใกล้ชิดกัน ทำให้เธอเก็บความเหงาไว้ในใจ กระทั่งต้องรับหน้าที่สอนงานให้
Ozawa พนักงานที่เพิ่งย้ายเข้ามา ความตั้งใจและความขยันของชายที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเริ่มทำให้
Yuria ซึ่งเดิมก็ชอบผู้ชายลักษณะนี้อยู่แล้วค่อย ๆ หวั่นไหว จนคืนหนึ่งระหว่างที่ทั้งคู่ทำงาน
ล่วงเวลาด้วยกันตามลำพัง ระยะห่างระหว่างเพื่อนร่วมงานก็ค่อย ๆ หายไป และกลายเป็น
จุดเริ่มต้นของ 'ความสัมพันธ์ที่เกินเลยจากเรื่องงาน'





Eriko Miura ทุ่มเทให้กับงานเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ หลังความสัมพันธ์กับสามีเย็นชาลงเรื่อย ๆ
จนวันหนึ่งเธอได้รับมอบหมายให้ดูแล Ozawa ชายที่เพิ่งพ้นโทษและเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับ
กลุ่มอาชญากรรม ช่วงแรก Eriko ค่อนข้างเข้มงวดและไม่ไว้ใจเขา แต่เมื่อได้เห็นความจริงใจ
และความตั้งใจที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอก็ค่อย ๆ เปลี่ยนมุมมองและเริ่มหวั่นไหว ขณะเดียวกัน
ชีวิตคู่ของเธอกลับยิ่งเลวร้ายจนตัดสินใจหนีออกจากบ้าน และในคืนที่ไม่รู้จะไปพึ่งใคร
สุดท้าย Eriko กลับเดินไปถึงบ้านของ Ozawa โดยไม่รู้ตัว กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ
ความสัมพันธ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้น




รายละเอียดเพิ่มเติม


เหตุผลของคนมีชู้
ซีรี่ย์จากค่าย Madonna SET 2

https://forum.cnxseed.com/index.php?topic=209253.0
#11
Asano Kokoro
แฟนสาวระเริงรัก



Kokoro แฟนสาวรุ่นน้องที่ผมทั้งรักและหวง ทั้งน่ารัก เรียบร้อย จริงจัง และแสนดี
วันนั้นเธอบอกเพียงว่าจะไปพบสมาชิกชมรมที่มหาวิทยาลัย ผมจึงไม่ได้คิดอะไร...
จนกระทั่งได้เห็นภาพที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้น


สาวเรียบร้อยที่ผมรู้จัก กลับกำลังสนุกสุดเหวี่ยงอยู่ท่ามกลางกลุ่มหนุ่มสาวสายปาร์ตี้
แถมยังโพสชูสองนิ้วอย่างอารมณ์ดีราวกับไม่รู้สึกผิด จากแค่ไปร่วมกิจกรรมชมรม
กลับเลยเถิดกลายเป็นการนอกใจและมีเซ็กซ์กับหนุ่ม ๆ ในกลุ่มอย่างเต็มใจ
ภาพตรงหน้าทำให้แทบไม่เชื่อว่านี่คือ Kokoro คนเดียวกับแฟนสาวแสนดีของผม




รายละเอียดเพิ่มเติม

#12
Minazuki Hikaru
อยากลองของวิเศษ



เดือนละครั้งกับ Minazuki Hikaru สาวออฟฟิศเรียบร้อย ที่นัดเจอกันในฐานะคู่ขาประจำ
หลังไม่ได้เจอกันมาพักใหญ่ ทั้งคู่เริ่มเดตด้วยการนั่งคุยกันในรถ ก่อนจะเตรียมไปโรงแรม
ตามปกติ แต่คราวนี้ Hikaru กลับหยิบยาออกจากกระเป๋า พร้อมสารภาพว่า

"อยากลองมานานแล้ว แต่ถ้าให้ลองคนเดียวก็กลัว..."

เธอเลยชวนเขาลองประสบการณ์ใหม่ไปด้วยกัน หลังฤทธิ์ยาเริ่มทำงาน ความรู้สึกของ
Hikaru ก็ค่อย ๆ ไวขึ้นกว่าปกติ จนเดตธรรมดากับสาวออฟฟิศที่ดูเงียบ ๆ กลายเป็น
ค่ำคืนสุดเร่าร้อนที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน





รายละเอียดเพิ่มเติม

#13
[J-Character]
Ultraman Ace
ยอดมนุษย์นักรบผู้พิชิตสัตว์อสูรจากมิติต่างดาว




หลังจากยุคของแจ็คผ่านไป ทางสึบุรายะก็ได้เปิดตัวซีรีส์ลำดับที่ 4 ในชื่อ "อุลตร้าแมน เอซ"
(Ultraman Ace) ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติรูปแบบการเล่าเรื่องครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนจากศัตรูประเภท
"สัตว์ประหลาด" ทั่วไป มาเป็น "สัตว์อสูร" (Choju) ที่ถูกดัดแปลงและส่งมาจากมิติต่างดาว
โดยจอมมาร "ยาพูล" ทำให้เนื้อหาภาคนี้มีความโหดและแอ็กชันที่ฉูดฉาดกว่าภาคก่อนๆ
อย่างเห็นได้ชัด



จุดกำเนิดจากการรวมจิตวิญญาณของชายหญิงคู่แรก



ความแปลกใหม่ที่สุดของภาคนี้คือการแปลงร่างแบบคู่ โดยเอซได้มอบชีวิตใหม่ให้แก่
"โฮคุโตะ เซอิจิ" และ "มินามิ ยูโกะ" ชายหนุ่มและหญิงสาวผู้เสียสละชีวิตช่วยเหลือ
ผู้คนจากการโจมตีของสัตว์อสูรตัวแรก ทั้งคู่ได้รับ "อัลตร้าริง" (Ultra Ring) คนละวง
ซึ่งเมื่อแหวนกะพริบแสง ทั้งสองต้องกระโดดประสานมือกันเพื่อรวมร่างเป็นหนึ่งเดียว
กลายเป็นอุลตร้าแมนเอซเพื่อเข้าสังกัดหน่วย "TAC" (Terrible Monster Attacking Crew)
ปกป้องโลกจากมิติมืด




ดีไซน์นักรบหน้าเหลี่ยมและศาสตร์แห่งลำแสงตัดเฉือน



อุลตร้าแมนเอซถูกออกแบบให้ดูมีพละกำลังมากขึ้น โดยมีใบหน้าที่มีเหลี่ยมมุมชัดเจนและมีครีบ
บนศีรษะที่ดูคล้ายหมวกนักรบโบราณ จุดเด่นที่ทำให้เขาได้รับฉายาว่า "จ้าวแห่งลำแสง"
คือท่าไม้ตายที่มีความหลากหลายและรุนแรง โดยเฉพาะ "เมทัลเลียม" (Metallium Ray)
ลำแสงหลากสีที่เป็นท่าปิดฉาก และ "อุลตร้ากิลโลติน" (Ultra Guillotine) ลำแสง
กงจักรตัดเฉือนที่ทรงพลัง ซึ่งถูกนำมาใช้บ่อยครั้งในการกำจัดสัตว์อสูรที่มีร่างกายแข็งแกร่งกว่าปกติ


สัตว์อสูรอมตะและแผนร้ายเหนือเมฆของจอมมาร "ยาพูล"

ศัตรูในภาคเอซถูกยกระดับจากสัตว์ประหลาดทั่วไปกลายเป็น "สัตว์อสูร" (Choju) ซึ่งเกิดจาก
การรวมร่างของสัตว์โลกและสิ่งมีชีวิตต่างดาวโดยฝีมือของ "จอมมารยาพูล" (Alien Yapool)
ศัตรูคู่อาฆาตที่หลบซ่อนอยู่ในมิติต่างๆ




สัตว์อสูรที่แฟนๆ จำได้ติดตาที่สุดคือ "เบรอนัส" (Verokron) ตัวแรกที่บุกทำลายเมืองด้วย
มิสไซล์ทั่วตัว และ "บัคบาทะ" (Vakishim) ที่สามารถแหวกท้องฟ้าออกมาเหมือนกระจกแตก
ซึ่งเป็นงานสเปเชียลเอฟเฟกต์ที่ล้ำมากในยุคนั้น ส่วนบอสใหญ่ที่น่าสะพรึงกลัวคือ "เอซ คิลเลอร์"
(Ace Killer) หุ่นยนต์สังหารที่สร้างมาเพื่อขโมยพลังของพี่น้องอุลตร้าทั้ง 4 และนำมาใช้
รุมถล่มเอซจนเกือบเอาตัวไม่รอดบนดาวกอลโกธา


ฉากสะเทือนขวัญ "กางเขนอวกาศ" และการอำลาของมินามิ ยูโกะ



ฉากที่โลกต้องจดจำและเป็นภาพจำที่คลาสสิกที่สุดคือตอนที่ "พี่น้องอุลตร้าทั้ง 5" ถูกยาพูล
หลอกล่อไปที่ดาวกอลโกธาจนถูกตรึงบน "กางเขนอวกาศ" และถูกสูบพลังจนร่างกลายเป็น
สีเทาขุ่น เป็นฉากที่สร้างความกดดันให้คนดูอย่างมาก


นอกจากนี้ยังมีฉากหักมุมสะเทือนใจในช่วงกลางเรื่อง เมื่อ "มินามิ ยูโกะ" ต้องอำลาจาก
ทีม TAC ไปอย่างกะทันหัน โดยเปิดเผยความจริงว่าเธอคือชาวดวงจันทร์ที่ต้องกลับไป
ฟื้นฟูบ้านเกิด ทิ้งให้ "โฮคุโตะ" ต้องรับหน้าที่แปลงร่างและสู้เพียงลำพังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โทนของเรื่องดูโดดเดี่ยวและจริงจังขึ้น



ผู้สวมบทบาทคู่หูพิชิตอสูรและสถานะในปัจจุบัน



นักแสดงผู้รับบท โฮคุโตะ เซอิจิ คือคุณ เคจิ ทากามิเนะ (Keiji Takamine) และบท
มินามิ ยูโกะ รับบทโดยคุณ มิสึโกะ โฮชิ (Mitsuko Hoshi) ทั้งคู่มีเคมีที่เข้ากันได้
อย่างดีเยี่ยมจนกลายเป็นคู่หูในตำนาน


ปัจจุบันในปี 2026 คุณทากามิเนะในวัย 79 ปี ยังคงเป็นหนึ่งในนักแสดงอาวุโสที่มักจะ
กลับมาให้เสียงพากย์และปรากฏตัวในงานรำลึกเสมอ ส่วนคุณโฮชิเองแม้จะถอนตัวจากซีรีส์ไป
ในช่วงกลางเรื่อง (ตามบทบาทในอดีต) แต่เธอก็ยังคงร่วมงานอีเวนต์เคียงข้างคู่หูของเธอ
สร้างความประทับใจให้แฟนคลับรุ่นใหญ่ไม่เสื่อมคลาย


กระแสนิยมและการเป็นที่จดจำในไทย



ในประเทศไทย อุลตร้าแมนเอซได้รับความนิยมสูงมากในฐานะฮีโร่ที่ "แปลงร่างเป็นคู่"
ซึ่งเป็นกิมมิกที่เด็กไทยยุคนั้นชอบนำไปเล่นเลียนแบบกับเพื่อนหรือพี่น้อง ภาพจำที่เอซ
มักจะถูกพี่น้องอุลตร้า (Ultra Brothers) มาช่วยรุมสู้หรือถูกยาพูลกลั่นแกล้ง
จนเกือบพ่ายแพ้ ยิ่งทำให้แฟนๆ ในไทยเอาใจช่วยและจดจำความสามัคคีของเหล่า
พี่น้องอุลตร้าได้แม่นยำ ภาคนี้จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้คำว่า "พี่น้องอุลตร้า"
ฝังรากลึกในใจคนไทย



บทสรุป: ความกล้าหาญที่สืบทอดผ่านมิตรภาพ

อุลตร้าแมนเอซทิ้งท้ายบทเรียนสำคัญไว้ในตอนจบว่า

"จงอย่าลืมความมีเมตตา และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
แม้จะถูกหักหลังเป็นร้อยครั้งก็ตาม"


คำสอนนี้ยังคงเป็นหนึ่งในประโยคที่กินใจที่สุดในประวัติศาสตร์ยอดมนุษย์ และทำให้
เอซไม่ได้เป็นเพียงนักรบผู้แข็งแกร่ง แต่ยังเป็นตัวแทนของความเชื่อมั่นในความเป็น
มนุษย์อย่างแท้จริง


เกร็ดน่าสนใจและเบื้องหลังของจ้าวแห่งลำแสง


เจ้าพ่ออุลตร้าปรากฏตัวครั้งแรก
ในภาคเอซนี้เองที่จักรวาลอุลตร้าได้เปิดตัว "เจ้าพ่ออุลตร้า" (Father of Ultra) เป็นครั้งแรก
โดยท่านได้ลงมาช่วยชุบชีวิตพี่น้องอุลตร้าที่ถูกตรึงกางเขน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของระบบ
"ครอบครัวอุลตร้า" อย่างเป็นทางการ

ท่าไม้ตายสายโหด
เอซขึ้นชื่อเรื่องการใช้ลำแสงที่คมกริบเหมือนใบมีด (Guillotine) ซึ่งในยุคนั้นฉากที่เอซ
ใช้ลำแสงตัดหัวหรือตัดแขนสัตว์อสูรเป็นเรื่องปกติที่เห็นได้บ่อยครั้ง ทำให้เขาได้รับฉายา
ว่าเป็นนักรบที่ดุดันที่สุดคนหนึ่ง

ชื่อเดิมคือ "อุลตร้าแมน เอ"
ก่อนจะมาเป็นชื่อ Ace ทางผู้สร้างตั้งใจจะใช้ชื่อว่า "Ultraman A" (อ่านว่า เอ) เฉยๆ
แต่กลัวว่าจะไปซ้ำซ้อนกับชื่ออื่นหรือดูเรียบง่ายเกินไป จึงเติมคำว่า "ce" ต่อท้ายจนกลายเป็น
นักรบหมายเลขหนึ่งหรือ "Ace" ที่เราคุ้นเคยกันนั้นเอง



#14
CHUPACABRA
เพชฌฆาตเงียบผู้รีดเลือดแห่งละตินอเมริกา




ท่ามกลางความเงียบงันยามวิกาลในเขตชนบทของเปอร์โตริโกและชายแดนเม็กซิโก
มีบางสิ่งกำลังย่องเบาผ่านแนวรั้วลวดหนาม มันไม่ได้มาเพื่อกัดแทะเนื้อหนังหรือ
ล่าเหยื่อตามห่วงโซ่อาหารทั่วไป แต่ประสงค์เพียงสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงชีวิตของมัน
นั่นคือ "ของเหลวสีแดงฉาน" ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวสิ่งมีชีวิต


คดีปศุสัตว์ล้มตายอย่างเป็นปริศนาในยุค 90 ได้ปลุกฝันร้ายครั้งใหม่ให้ตื่นขึ้น และทำให้
โลกต้องรู้จักกับชื่อของอสุรกายที่ถูกขนานนามว่า "ตัวดูดเลือดแพะ" ซึ่งยังคงเป็น
ปริศนาค้างคาใจที่วิทยาศาสตร์และตํานานท้องถิ่นยังคงปะทะกันจนถึงทุกวันนี้


ร่างจำลองวิปลาสและดวงตาสะกดวิญญาณ



จากคำให้การของพยานผู้รอดชีวิตจากการเผชิญหน้า ร่างกายของมันถูกอธิบายไว้สองลักษณะใหญ่ ๆ
แต่อันตรายไม่แพ้กัน ในช่วงแรกที่ปรากฏตัว มันมีรูปร่างคล้ายสัตว์เลื้อยคลานยืนสองขา สูงประมาณ
3 ถึง 4 ฟุต ผิวหนังสีเทาอมเขียวหยาบกร้าน มีหนามแหลมคมเรียงรายอยู่กลางหลังคล้าย
ไดโนเสาร์ขนาดเล็ก


แต่สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือดวงตากลมโตสีแดงก่ำที่ส่องสว่างในความมืด สามารถสะกดเหยื่อให้ยืนนิ่ง
ด้วยความกลัว ส่วนในยุคหลัง มีผู้พบเห็นมันในลักษณะของสิ่งมีชีวิตคล้ายสุนัขหรือโคโยตี้ที่ไร้ขน
ผิวหนังเหี่ยวย่นตึงเปรี๊ยะจนเห็นกระดูก และมีเขี้ยวแหลมคมยาวโผล่ออกมาจากริมฝีปาก



การจู่โจมที่ไร้สุ้มเสียงและหลอดดูดเลือดธรรมชาติ



ความน่ากลัวของชูปาคาบราไม่ใช่ความดุร้ายในการฉีกทึ้งเหยื่อ แต่มันคือ "ความเงียบเชียบ"
มันสามารถย่องเข้าไปในคอกสัตว์ปิดตายได้โดยที่สุนัขเฝ้าบ้านไม่ทันได้เห่าเตือน


พลังพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ของมันคือความสามารถในการเจาะคอเหยื่อด้วยเขี้ยวแหลมคมสองรู
อย่างแม่นยำ ก่อนจะใช้กลไกพิเศษในช่องปากรีดและสูบเลือดออกจากตัวเหยื่อจนแห้งสนิท
ภายในเวลาไม่กี่นาที โดยที่เนื้อส่วนอื่น ๆ ของเหยื่อจะไม่ถูกแตะต้องเลยแม้แต่น้อย

นอกจากนี้ พยานบางรายระบุว่ามันมีความสามารถในการกระโดดได้สูงและไกลอย่างเหลือเชื่อ
ราวกับสามารถลอยตัวผ่านกำแพงสูงได้อย่างง่ายดาย



คำสาปข้ามพรมแดนและการทดลองที่หลุดลอย



ชื่อ "Chupacabra" มาจากภาษาสเปน แปลตรงตัวว่า "ผู้ดูดเลือดแพะ"
(Chupa = ดูด, Cabra = แพะ) จุดเริ่มต้นของมันถูกเล่าขานปะปนกัน
ระหว่างความเชื่อพื้นบ้านและทฤษฎีสมคบคิด


บางกลุ่มเชื่อว่ามันคือสิ่งมีชีวิตโบราณที่อาศัยอยู่ในถ้ำลึกใต้ดิน และเพิ่งถูกมนุษย์รบกวนจนต้อง
ขึ้นมาล่าบนดิน ขณะที่กลุ่มนักทฤษฎีสมคบคิดสายดาร์กเชื่อว่า ชูปาคาบราคือ "อาวุธชีวภาพ"
หรือสัตว์ตัดแต่งพันธุกรรมที่หลุดรอดออกมาจากห้องแล็บทดลองลับของรัฐบาลสหรัฐฯ
ที่ตั้งอยู่ในป่าลึกของเปอร์โตริโก เนื่องจากพฤติกรรมการล่าของมันดูเป็นระบบและ
ผิดธรรมชาติของสัตว์ป่าทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

คืนแห่งความตายคอกปศุสัตว์ที่โอโรคูวิส (แฟ้มคดี หรือ เหตุการณ์อ้างอิง)แฟ้มคดีที่
ด่งดังที่สุดเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1995 ณ เมืองโอโรคูวิส (Orocovis)
ประเทศเปอร์โตริโก เมื่อเกษตรกรตื่นขึ้นมาพบแพะและสัตว์เลี้ยงในฟาร์มล้มตาย
เกลื่อนกลาดรวมกว่า 150 ตัว


ทุกตัวตายในลักษณะเดียวกันคือ มีรอยเจาะลึกรูปสามเหลี่ยมหรือสองรูที่บริเวณลำคอ และไม่มีเลือด
เหลืออยู่แม้แต่หยดเดียวในร่างกาย ที่น่าแปลกใจคือไม่มีร่องรอยการต่อสู้รุนแรง หรือรอยเลือดสาด
กระเซ็นบนพื้นดินเลย คดีนี้สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วทวีปอเมริกาและมีการรายงานคดีลักษณะ
เดียวกันตามมาในรัฐเท็กซัสและรัฐฟลอริดาในเวลาต่อมา


ความจริงในเงามืดที่ยังไม่มีคำตอบ



ในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์และสัตวแพทย์ คดีของชูปาคาบรามักถูกอธิบายว่าเป็นเพียงสุนัข
หรือโคโยตี้ที่เป็น "โรคเรื้อนขั้นรุนแรง" (Sarcoptic Mange) จนขนร่วงและผิวหนังตึงตระหนก
จนดูคล้ายสัตว์ประหลาด


ทว่า... คำอธิบายเหล่านั้นกลับไม่เคยตอบคำถามที่ว่า สุนัขป่วยตัวหนึ่งจะสามารถเจาะคอ
และสูบเลือดสัตว์เลี้ยงจำนวนมากจนแห้งเหือดโดยไม่เหลือรอยกัดแทะเนื้อได้อย่างไร?

ตราบใดที่หลักฐานยังไม่เคลียร์ ชูปาคาบราก็ยังคงเป็นแฟ้มคดีลับที่เตือนให้เราพึงระวังยาม
ที่ได้ยินเสียงขูดขีดเบา ๆ นอกหน้าต่างคอกสัตว์ในคืนเดือนดับ
#15
เนื่องด้วยภาพมีจำนวนมาก หรือ บางเซทอาจมีความล่อแหลม
บุคคลทั่วไปชมได้บางส่วน สมาชิกกรุณาล็อคอิน เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม




รายละเอียดเพิ่มเติม

#16
รายละเอียดเพิ่มเติม

#17
เนื่องด้วยภาพมีจำนวนมาก หรือ บางเซทอาจมีความล่อแหลม
บุคคลทั่วไปชมได้บางส่วน สมาชิกกรุณาล็อคอิน เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม



#23
[DC Characters]
JAMES GORDON
นายตำรวจผู้ยืนหยัดในเมืองแห่งอาชญากรรม
พันธมิตรผู้จุดแสงค้างคาวเหนือ Gotham




ท่ามกลางเมืองที่เต็มไปด้วยฆาตกรสวมหน้ากาก เจ้าพ่อผู้ซื้อได้แม้กระทั่งความยุติธรรม
และอาชญากรรมที่เกินกว่าคนธรรมดาจะรับมือ ชายคนหนึ่งยังคงเดินเข้ากรมตำรวจ
พร้อมเสื้อโค้ตตัวเก่า แว่นตา และความเชื่อว่าหน้าที่ของเขายังมีความหมาย


เขาไม่มีพลังเหนือมนุษย์ ไม่มีทรัพย์สินมหาศาล และไม่มีหน้ากากให้หลบซ่อนตัวตน แต่เมื่อ
Gotham เผชิญคืนที่เลวร้ายที่สุด James "Jim" Gordon มักเป็นคนที่ยังอยู่ตรงนั้น
ทั้งเพื่อประชาชน เพื่อเจ้าหน้าที่ของเขา และเพื่อชายใต้ผ้าคลุมค้างคาวผู้แบกภาระ
ของเมืองไว้เช่นเดียวกัน

Gordon ปรากฏตัวครั้งแรกใน Detective Comics #27 ปี 1939 ฉบับเดียวกับการเปิดตัว Batman
และอยู่ในช่องภาพแรกของเรื่องด้วย เขาจึงเป็นส่วนหนึ่งของโลกอัศวินรัตติกาลมาตั้งแต่จุดเริ่มต้น
ก่อนที่พันธมิตรและศัตรูชื่อดังอีกมากมายจะตามเข้ามาในภายหลัง



จุดกำเนิด
นายตำรวจท่ามกลางระบบที่ผุพัง




ประวัติของ Gordon ถูกเล่าใหม่หลายครั้งตามยุคของคอมิก แต่แก่นสำคัญยังคงเป็นนายตำรวจ
ที่พยายามรักษาความซื่อสัตย์ในเมืองซึ่งการทำสิ่งที่ถูกต้องอาจเป็นอันตรายยิ่งกว่าการยอมหลับตา


หนึ่งในเรื่องที่ถ่ายทอดจุดเริ่มต้นของเขาได้ทรงพลังที่สุดคือ Batman: Year One ซึ่งเล่าช่วงต้น
ของเส้นทาง Batman ควบคู่กับการต่อสู้ของ Gordon ภายในกรมตำรวจ Gotham หรือ GCPD
(Gotham City Police Department) และวางรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคน

สำหรับ Gordon ศัตรูไม่ได้มีเพียงคนร้ายบนท้องถนน การทุจริตภายในองค์กรและแรงกดดันจาก
ผู้มีอำนาจทำให้การปฏิบัติหน้าที่กลายเป็นการต่อสู้ที่มีราคาส่วนตัวต้องจ่าย ความไม่ยอมอ่อนข้อ
ของเขาค่อยๆ สร้างความน่าเชื่อถือ จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจในเวลาต่อมา


อย่างไรก็ตาม Gordon ไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ เขามีความเหนื่อยล้า ความลังเล และชีวิตส่วนตัว
ที่ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเป็นตัวละครที่สัมผัสได้ เพราะความกล้าของเขาไม่ได้
เกิดจากการไม่มีจุดอ่อน แต่เกิดจากการยังพยายามทำหน้าที่ทั้งที่มีจุดอ่อนเหล่านั้น



ความสามารถและอุปกรณ์
ประสบการณ์ที่ไม่มีชุดเกราะทดแทนได้




Gordon ไม่มีพลังพิเศษ ความสามารถของเขามาจากประสบการณ์ตำรวจ การสืบสวน การประเมิน
สถานการณ์ และการนำผู้คนผ่านวิกฤต เขาต้องมองคดีให้ไกลกว่าการจับผู้ต้องสงสัย ทั้งเรื่องหลักฐาน
ความปลอดภัยของประชาชน และผลที่จะตามมาหลังปฏิบัติการสิ้นสุด


อุปกรณ์ประจำตัวจึงเป็นของที่ตรงไปตรงมา เช่น อาวุธปืน วิทยุสื่อสาร และทรัพยากรของตำรวจ
แต่สิ่งที่ทำให้เขาสำคัญต่อ Gotham มากกว่าตำแหน่ง คือความน่าเชื่อถือ เขาเป็นคนที่ทั้งเจ้าหน้าที่
และ Batman สามารถนำข้อมูลมาวางตรงหน้า แล้วเชื่อได้ว่าจะมีใครสักคนพยายามทำสิ่งที่ถูกต้องกับมัน

ในเชิงบทบาท Gordon ยังทำให้การต่อสู้ของ Batman เชื่อมต่อกับชีวิตจริงของเมือง เพราะหลังการ
ไล่ล่าจบลง ยังต้องมีคนดูแลผู้เสียหาย ควบคุมพื้นที่ และรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น



แสงค้างคาว
ความไว้วางใจเหนือดาดฟ้า GCPD




ภาพ Gordon ยืนรออยู่ข้าง Bat-Signal เป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญของจักรวาล Batman
เครื่องฉายแสงนี้ทำหน้าที่เรียกพันธมิตร แต่ในเชิงความหมายยังเป็นการประกาศว่า
แม้สถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด Gotham ก็ยังมีคนพร้อมตอบรับ


Gordon เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่กลุ่มแรกที่ยอมรับความช่วยเหลือจาก Batman ความร่วมมือค่อยๆ
พัฒนาเป็นมิตรภาพและความไว้วางใจ โดยคำอธิบายตัวละครของ DC เน้นว่าเขาให้ความสำคัญ
กับพันธมิตรนี้มากกว่าการพยายามเปิดเผยตัวตนใต้หน้ากาก

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงน่าสนใจตรงที่ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกันทุกเรื่อง คนหนึ่งทำงานภายใต้กฎหมาย
อีกคนเคลื่อนไหวในพื้นที่ซึ่งกฎหมายตามไปไม่ทัน Gordon ต้องพึ่งความสามารถของ Batman พ
ร้อมกับรักษาหลักการที่ทำให้การช่วยเหลือนั้นยังมีความหมาย

บนดาดฟ้าแห่งนั้น พวกเขาจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้บัญชาการกับผู้ให้ข้อมูล แต่เป็นคนสองคน
ที่เข้าใจดีว่าอีกฝ่ายกำลังเหนื่อยเพียงใด และเหตุใดจึงยังหยุดไม่ได้



ครอบครัวและความสูญเสีย
ราคาที่ Gotham เรียกเก็บ


อาชญากรรมของ Gotham ไม่ได้หยุดอยู่ที่โต๊ะทำงานของ Gordon แต่เข้ามาถึง
คนใกล้ตัวเขาอย่างโหดร้าย


ใน Batman: The Killing Joke Joker ยิง Barbara Gordon จนเธอเป็นอัมพาต
เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางของ Barbara และทำให้ความรุนแรง
ระหว่าง Batman กับศัตรูส่งผลถึงครอบครัว Gordon อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



ต่อมาในช่วงท้ายของ No Man's Land เขายังสูญเสีย Sarah Essen ภรรยาคนที่สอง
และเพื่อนร่วมวิชาชีพตำรวจ ซึ่งถูก Joker สังหาร เธอเองก็เคยดำรงตำแหน่ง
ผู้บัญชาการตำรวจเช่นกัน

ความสูญเสียทำให้ความอดทนของ Gordon มีน้ำหนักมากขึ้น เขาไม่ได้เชื่อในความยุติธรรม
เพราะไม่เคยรู้จักความเจ็บปวด แต่ต้องรักษาความเชื่อนั้นไว้ทั้งที่มีเหตุผลส่วนตัวมากพอ
จะโกรธแค้นเมืองทั้งเมือง



วันที่ผู้จุดสัญญาณต้องเป็น Batman เสียเอง

ช่วงหนึ่ง Gordon ก้าวข้ามบทบาทพันธมิตรไปสวมบท Batman ด้วยตัวเอง ในเรื่องราวยุค
Superheavy เขาปฏิบัติการด้วยชุดเกราะกลขนาดใหญ่ ทำให้ชายผู้เคยเรียกหาอัศวินรัตติกาล
ต้องรับภาระของสัญลักษณ์นั้นโดยตรง




เส้นเรื่องดำเนินต่อไปสู่การเผชิญหน้ากับ Mr. Bloom ขณะที่ Bruce Wayne ต้องกลับมา
รับมือกับอดีตและบทบาท Batman ของตนเอง

เหตุการณ์นี้เปิดมุมใหม่ให้ Gordon เพราะประสบการณ์ตำรวจและความกล้าหาญไม่ได้ทำให้
การเป็น Batman ง่ายขึ้น แต่ทำให้เห็นชัดว่าความรับผิดชอบของชายใต้หน้ากากหนักเพียงใด
และเหตุใด Gotham จึงต้องการมากกว่าฮีโร่เพียงคนเดียว



ชายผู้ทำให้ตราตำรวจยังมีความหมาย

James Gordon อาจไม่มีภาพจำของการเหินข้ามตึกหรือเอาชนะศัตรูด้วยอุปกรณ์
เหนือจินตนาการแต่เขาเป็นตัวละครที่ทำให้โลกของ Batman มีน้ำหนักในฐานะ
เมืองซึ่งผู้คนต้องใช้ชีวิตจริง เขาคือคนที่ต้องกลับไปทำงานในเช้าวันถัดมา แม้เมื่อคืน
จะสูญเสีย แม้คดีจะยังไม่จบและแม้รู้ว่าความสงบครั้งนี้อาจอยู่ได้ไม่นาน

หาก Batman เป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้อาชญากรหวาดกลัว Gordon ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง
ที่ทำให้ประชาชนยังกล้าเชื่อใจคนซึ่งสวมเครื่องแบบ เพราะ Gotham ไม่ได้ต้องการ
เพียงใครสักคนที่ต่อสู้ในความมืด แต่ต้องการคนที่ยังรักษาความถูกต้องไว้ได้
เมื่อความมืดนั้นผ่านพ้นไปแล้ว



#24
ดั่งใจปรารถนา
(The Price of Faith)
ตอนที่ 4: บ่วงเวลาหน้าปัดมรณะ




"ความทะเยอทะยานของมนุษย์มักเดินทางเป็นเส้นตรงที่มุ่งไปข้างหน้า แต่สำหรับโลกแห่ง
ไสยเวทและสิ่งลี้ลับ กาลเวลาอาจเป็นบ่วงโซ่ที่พร้อมจะบดขยี้ผู้ที่ละเมิดกฎให้สูญสลายไป
ตลอดกาล ในตอนนี้ เรื่องราวจะพาดำดิ่งไปสู่ 'ราคาของความเชื่อ' ที่ไม่ได้แลกมาด้วย
เนื้อหนังหรือจิตวิญญาณ แต่แลกด้วยตัวตนและห้วงเวลาทั้งหมดที่เคยมี


ผ่านเครื่องราง... "เรือนกาลพลิกดวง"


บทที่ 1: ก้นบึ้งของคนสิ้นเนื้อประดาตัว



สายลมหนาวเหน็บพัดผ่านตรอกแคบแถวคูเมืองเก่าเชียงใหม่ในยามวิกาล ละอองฝนโปรยปรา
ยลงมากระทบผิวหน้าอันซูบซีดของ "กรณ์" นักเก็งกำไรหนุ่มวัยยี่สิบแปดปี เขายืนตัวสั่นเทา
อยู่ใต้ชายคาผุพัง สายตาจับจ้องหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่แสดงตัวเลขพอร์ตการลงทุนติดลบ
สีแดงฉาน ความผิดพลาดจากการทุ่มสุดตัวในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลและหุ้นต่างประเทศพังครืน
ลงมาในพริบตา ไม่ใช่แค่เงินเก็บทั้งชีวิตที่สูญสิ้น แต่เขายังแบกรับหนี้สินนอกระบบนับล้านบาท
ที่เจ้าหนี้ขู่จะตามล่าเอาชีวิต


"หมดสิ้นแล้ว..." กรณ์พึมพำ น้ำเสียงของเขาสั่นเครือแหบแห้ง ความคิดที่จะ
จบชีวิตตัวเองแล่นริ้วเข้ามาในหัวสมองอันอ่อนล้า

ทว่าในจังหวะนั้น แสงตะเกียงน้ำมันสีเหลืองสลัวจากร้านค้าที่ตั้งอยู่ลึกสุดของตรอกกลับดึงดูด
สายตาของเขา มันเป็นร้านขายของโบราณที่ไม่มีป้ายชื่อ ประตูไม้สักหนาทึบแง้มออกเล็กน้อย
ส่งกลิ่นอายอับชื้นและกลิ่นเครื่องหอมโบราณจาง ๆ ออกมา กรณ์ก้าวเดินเข้าไปอย่างไม่มี
จุดหมาย ราวกับมีกระแสไฟลึกลับคอยฉุดดึงสองเท้าของเขา

ภายในร้านเต็มไปด้วยฝุ่นและวัตถุโบราณรูปร่างแปลกตา ชายแก่รูปร่างค่อมผู้มีดวงตาฝ้าฟาง
สีขาวขุ่นนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้เก่า กรณ์กวาดสายตามองไปรอบ ๆ จนไป
สะดุดเข้ากับวัตถุชิ้นหนึ่งที่วางอยู่บนกล่องกำมะหยี่สีแดงที่เปื่อยยุ่ย...

มันคือ "นาฬิกาพกโบราณทองเหลือง"

ตัวเรือนมีรอยถลอกและคราบสนิมเขียวสลักลวดลายอักขระขอมโบราณรอบขอบอย่างวิจิตร
สิ่งที่น่าประหลาดขีดสุดคือ เข็มวินาทีของมันกำลังขยับเดินดัง "แกร๊ก... แกร๊ก..."
เป็นจังหวะเชื่องช้า กระตุกกระสับสลับนิ่ง คล้ายเสียงชีพจรและจังหวะหัวใจเต้น
ของสิ่งมีชีวิตที่แผ่วเบา


บทที่ 2: สัญญาค้าหน้าปัดทองเหลือง



"เจ้ารู้สึกถึงมันใช่ไหม..." เสียงแหบพร่าของหญิงชราดังทำลายความเงียบขึ้นมาจนกรณ์สะดุ้ง

"นาฬิกาเรือนนี้ไม่เคยหยุดเดิน มันรอคอยผู้ที่สิ้นหวังและกล้าพอ
จะจ่ายราคาสูงลิ่วเพื่อแลกกับการเปลี่ยนโชคชะตา"


กรณ์กลืนน้ำลาย แววตาคมขลังของเขาฉายความโลภปนตื่นตระหนก "มันทำอะไรได้?"

"มันจะเร่งเข็มเวลาชีวิตของเจ้าให้ข้ามผ่านอุปสรรคและพุ่งทะยานสู่ความร่ำรวยที่เจ้าปรารถนา
ทุกการลงทุน ทุกการตัดสินใจของเจ้าหลังจากนี้จะประสบความสำเร็จอย่างงดงามราวปาฏิหาริย์"


หญิงชราโน้มตัวเข้ามาใกล้ แววตาขุ่นมัวจับจ้องลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของกรณ์

"แต่มันมีกฎเหล็กที่ห้ามละเมิดเด็ดขาด... เมื่ออธิษฐานแล้ว ชีวิตใหม่ของเจ้าจะมุ่ง
ไปสู่อนาคตเท่านั้น เจ้าต้องตัดขาดและปฏิเสธตัวตนรวมถึงผู้คนในสังคมเดิมทั้งหมด
ห้ามส่งเสียงทักทาย ห้ามตอบรับ ห้ามสบตา หรือแม้แต่เหลียวกลับไปมองคนจาก
ชีวิตเก่าเด็ดขาด หากเจ้าเผลอตัวแม้เสี้ยววินาที อาคมของนาฬิกาจะทวงคืนหนี้
เวลาทั้งหมดทันที"


กรณ์หัวเราะเยาะในใจด้วยความสับสนปนสิ้นหวัง สำหรับเขาแล้ว สังคมเก่าที่มีแต่
ความยากจนและพวกทวงหนี้โหดเป็นสิ่งที่เขาอยากจะสลัดทิ้งไปใจจะขาดอยู่แล้ว

"ตกลง... ฉันยอมรับข้อเสนอ"

เขารับนาฬิกาพกทองเหลืองมาถือไว้ในมือ สัมผัสของมันเย็นเยือกทว่ากลับสั่นเบา ๆ
ตามจังหวะชีพจร กรณ์หลับตาลงและอธิษฐานขอความร่ำรวยและเกียรติยศที่ไม่มีวัน
จบสิ้น โดยไม่รู้เลยว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของสัญญามรณะ



บทที่ 3: สลัดอดีต สวมตัวตนใหม่



ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู้ร้านลึกลับ กรณ์ก็เริ่มกระบวนการ "ลบตัวตนเก่า" อย่างเป็นระบบ
และเหี้ยมเกรียมที่สุดเพื่อล็อกความปลอดภัยให้ตัวเองตามกฎเหล็ก เขาตระหนักดีว่าการ
จะหนีจากอดีตเขาต้องทำอย่างเด็ดขาดและปราศจากความอาลัยอาวรณ์


กรณ์เริ่มต้นด้วยการเดินทางไปยังที่ทำการอำเภอ ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนชื่อและนามสกุลใหม่
ทางกฎหมายทั้งหมดเป็น "กฤติน" เพื่อสลัดชื่อเดิมที่เคยติดตัวมาตั้งแต่เกิดทิ้งไปอย่างไม่ใยดี
จากนั้นในค่ำคืนที่เงียบสงัด เขาเดินไปที่สะพานข้ามแม่น้ำปิง นำซิมการ์ดโทรศัพท์เบอร์เดิม
ที่เคยใช้ติดต่อเพื่อนพ้อง ญาติพี่น้อง และคนรู้จักทั้งหมด หักครึ่งแล้วโยนทิ้งลงสู่กระแสน้ำเชี่ยว
กรากสีดำทึบ ก่อนจะหันมาใช้โทรศัพท์และเบอร์ VIP ใหม่เอี่ยมที่ลงทะเบียนภายใต้ชื่อกฤติน

ความพยายามของเขายังไม่หมดเพียงเท่านั้น เขากดลบบัญชีโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง
เป็นการถาวร ทั้ง Facebook ที่เคยเก็บภาพถ่ายวันวานกับครอบครัว Instagram
ที่บันทึกเรื่องราวชีวิตอันแสนซอมซ่อ และกลุ่ม Line สมัยเรียนทั้งหมด

เขาจัดกระเป๋าเสื้อผ้าเพียงใบเดียว ย่องออกจากห้องเช่าราคาถูกกลางดึกโดยไม่บอกกล่าว
เพื่อนบ้านหรือโทรลาผู้ใด มุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานครเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะ
กฤติน อย่างสมบูรณ์แบบ


บทที่ 4: รุ่งโรจน์บนความเงียบงัน



ผลลัพธ์ของนาฬิกาพกโบราณช่างรวดเร็วและหอมหวานจนน่าใจหาย พอร์ตการเก็งกำไรของ
"กฤติน" พุ่งทะยานราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยบงการ ทุกการลงทุนสร้างผลตอบแทน
มหาศาลอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์


ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน เขากลายเป็นเศรษฐีพันล้านคนใหม่ในแวดวงสังคมชั้นสูง
ย้ายเข้าสู่เพนต์เฮาส์สุดหรูราคาเหยียบร้อยล้านใจกลางกรุงเทพมหานคร แวดล้อมไปด้วย
ผู้ดีและนักธุรกิจระดับประเทศที่พยายามเข้ามาประจบสอพลอ

กฤตินท่องจำคำเตือนใส่สมองตลอดเวลาว่า "กรณ์คนเก่าได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว"

เขากลายเป็นคนเย็นชา ไร้ไมตรี และสลัดคราบมนุษย์ผู้มีมนุษยสัมพันธ์ทิ้งไปโดยสิ้นเชิง
หากมีใครในวงสังคมเก่าบังเอิญส่งข้อความอีเมลมาทักทายหรือพยายามค้นหาเขา กฤติน
จะกดบล็อกและลบทิ้งทันทีโดยไม่แม้แต่จะอ่าน เขาสร้างกำแพงสูงชันกักขังตัวเองไว้
ในหอคอยแห่งความร่ำรวย ดำเนินชีวิตมุ่งไปสู่อนาคตที่รุ่งโรจน์ภายใต้เสียงเดิน
"แกร๊ก... แกร๊ก..." ของนาฬิกาพกโบราณที่พกติดตัวตลอดเวลา


บทที่ 5: สัญชาตญาณอันทรยศ

ความพยายามหนีอดีตของกฤตินเกือบจะสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทว่าเขาลืมไปว่า
สัญชาตญาณความเป็นมนุษย์นั้นเป็นสิ่งเย่อหยิ่งและทำงานรวดเร็วกว่าสมอง
ที่ผ่านการคิดคำนวณเสมอ


เย็นวันหนึ่ง ท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านหนาตาในห้างสรรพสินค้าสุดหรูใจกลางเมือง
กฤตินในชุดสูทแบรนด์เนมราคาแพงระยับกำลังก้าวเดินอย่างสง่าผ่าเผยเพื่อตรงไปยัง
ลานจอดรถ VIP ทันใดนั้น เสียงแหบเครืออันแสนคุ้นเคยที่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า
ของหญิงชราคนหนึ่งก็ตะโกนฝ่าเสียงฝูงชนขึ้นมาจากเบื้องหลังอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

"กรณ์... ใช่กรณ์ลูกแม่ไหม?!"



น้ำเสียงของมารดาผู้แก่ชราที่เขาละทิ้งมา... ก่อนที่สมองและสติสัมปชัญญะของ
กฤตินจะทันคิดคำนวณถึงกฎข้อห้าม สัญชาตญาณดิบในก้นบึ้งของความเป็นมนุษย์
กลับทรยศเขาอย่างเลือดเย็น ร่างกายของเขาหยุดก้าวเดินโดยอัตโนมัติ และสะบัดหัว
เหลียวกลับไปสบตาเข้ากับดวงตาฝ้าฟางของหญิงชราผู้นั้นเข้าอย่างจัง

เสี้ยววินาทีที่สบตากัน... เสียง "แกร๊ก!!!" แหลมสูงดังสะท้อนก้องมาจากนาฬิกา
พกโบราณในกระเป๋าเสื้อสูทของเขาจนหน้าอกของเขาสั่นสะท้าน!


บทที่ 6: ห้วงเวลาซ้อนทับขยี้วิญญาณ

กฤตินตระหนักถึงภัยพิบัติทันที เขาสลัดตัวหนีเตลิดออกมาวิ่งพล่านกลับมาที่เพนต์เฮาส์
ของตนเองอย่างบ้าคลั่ง ล็อกประตูแน่นหนาแต่ทว่าสายเกินไปแล้ว กฎเหล็กได้ถูก
ทำลายลงโดยสัญชาตญาณอันโง่เขลา


ภายในห้องทำงานอันหรูหรา แสงไฟดับวูบลงแทนที่ด้วยเสียงฟ้าร้องครามครัน เข็มวินาที
ของนาฬิกาพกโบราณบนโต๊ะเริ่มหมุนย้อนกลับและเดินหน้าสลับไปมาอย่างรวดเร็วจนเกิด
แสงแฟลร์สีเหลืองสลัว มิติรอบตัวของเขาเริ่มบิดเบี้ยวจนน่าคลื่นไส้ กฤตินก้มมองมือตัวเอง
แล้วต้องกรีดร้องด้วยความสยดสยองขีดสุด เมื่อร่างกายของเขาเกิดภาวะ

"การซ้อนทับของกาลเวลา (Time Overlay)"



เงามืดของตัวเขาในอดีตนับร้อย ๆ ร่าง—ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กน้อยร้องไห้, ชายหนุ่มวัยรุ่นที่สิ้นหวัง,
และร่างอันซูบซีดซอมซ่อสมัยก่อนร่ำรวย—ค่อย ๆ แยกตัวและโผล่มาซ้อนทับกันในพื้นที่เดียวกัน
ทุกร่างส่งเสียงกรีดร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดจากการบีบอัดของกาลเวลา แรงดึงดูดหมุนวน
ม้วนเอาเนื้อหนัง กล้ามเนื้อ และโครงกระดูกของกรณ์ทุกช่วงอายุให้หดตัวเล็กลงเรื่อย ๆ บิดเบี้ยว
กลายเป็นเกลียวเนื้อที่ไม่มีกลิ่นคาวเลือด แต่ถูกม้วนรวมและดูดกลืนหายวับเข้าไปในช่องว่าง
ที่หน้าปัดนาฬิกาพกทองเหลืองในพริบตาเดียว


เมื่อความมืดและพายุฝนผ่านพ้นไป... บนพื้นห้องเพนต์เฮาส์ว่างเปล่า ไม่มีร่างของกฤติน หรือ กรณ์
หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงนาฬิกาพกโบราณทองเหลืองที่เปิดฝาอ้าออกวางนิ่งสนิทอยู่

บัดนี้ บนแผ่นหน้าปัดทองเหลืองสลัก ลวดลายอักขระได้แปรเปลี่ยนเป็นรูปภาพนูนต่ำ
รูปใบหน้ามนุษย์ของกรณ์ที่กำลังเบิกตากว้างและอ้าปากกรีดร้องด้วยความสยดสยองขีดสุด
ติดแน่นเป็นเนื้อเดียวกับหน้าปัดนาฬิกาไปชั่วนิรันดร์ ตัวตนและกาลเวลาของเขาถูกกักขัง
และชดใช้กรรม และที่น่าเวทนาที่สุด... ในโลกปัจจุบัน

ความทรงจำของทุกคนเกี่ยวกับ "กรณ์" และ "กฤติน" ได้ถูกลบหายไปจากใจของผู้คน
อย่างสิ้นเชิง แม้แต่มารดาผู้ชราของเขาก็ไม่จดจำชื่อนี้อีกต่อไป ราวกับเขาไม่เคยได้ถือ
กำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้เลยตั้งแต่แรกเริ่ม
#25
[J-Character]
Giant Robo
ยักษ์เหล็กหน้าสฟิงซ์ ผู้เลือกภักดีต่อเด็กชายจนวินาทีสุดท้าย




ในปี 1967 Toei ได้นำมังงะของ มิสึเทรุ โยโกยามะ ผู้สร้าง Tetsujin 28-go มาดัดแปลง
เป็นละครโทรทัศน์เทคนิคพิเศษเรื่อง 'Giant Robo' ออกอากาศทางสถานี NET ซึ่งปัจจุบัน
คือ TV Asahi ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 1967 ถึง 1 เมษายน 1968 รวมทั้งหมด 26 ตอน


ผลงานเรื่องนี้เป็นหนึ่งในต้นแบบสำคัญของฮีโร่หุ่นยนต์ยักษ์แบบคนแสดง โดยนำหุ่นยนต์ที่บินได้
และติดอาวุธทั่วร่างมาต่อสู้กับสัตว์ประหลาด หุ่นยนต์ศัตรู และมนุษย์ต่างดาว จุดเด่นไม่ได้อยู่ที่
พลังทำลายล้างเพียงอย่างเดียว แต่คือความสัมพันธ์ระหว่างเด็กชายกับเครื่องจักร ซึ่งเริ่มต้น
จากการออกคำสั่งผ่านเครื่องควบคุมรูปทรงคล้ายนาฬิกาข้อมือ ก่อนพัฒนาเป็นสายสัมพันธ์
ที่ดูคล้ายมิตรภาพระหว่างสิ่งมีชีวิตสองชีวิต


จุดกำเนิด: อาวุธของฝ่ายร้ายที่กลายเป็นผู้พิทักษ์โลก



เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ จักรพรรดิกิโยติน มนุษย์ต่างดาวผู้ต้องการยึดครองโลก ก่อตั้งองค์กรลับ BF
และสั่งให้สร้างหุ่นยนต์ยักษ์ซึ่งมีชื่อว่า Giant Robo เพื่อใช้เป็นอาวุธหลักในการรุกรานมนุษยชาติ


ระหว่างเกิดเหตุ 'คุซามะ ไดซากุ' เด็กชายชาวญี่ปุ่น ได้พบกับ 'มินามิ จูโร' หรือเจ้าหน้าที่ U3
แห่งองค์การต่อต้านอาชญากรรมสากลที่เรียกว่า 'ยูนิคอร์น' ทั้งสองเข้าไปถึงฐานของ BF และค้นพบ
Giant Robo พร้อมอุปกรณ์ควบคุมที่สามารถบันทึกเสียงของผู้ใช้งานได้

เมื่อเสียงของไดซากุถูกลงทะเบียนเป็นเสียงผู้ควบคุม Giant Robo จึงยอมรับคำสั่งจากเขาเพียงคนเดียว
เด็กชายได้รับเครื่องส่งคำสั่งซึ่งสวมไว้ที่ข้อมือ และต่อมาได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การยูนิคอร์นในรหัส
'U7' จากนั้น Giant Robo ซึ่งเดิมถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายโลก จึงกลายเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้
กับองค์กรผู้ให้กำเนิดมันเอง

ดังนั้น Giant Robo ไม่ใช่ "หุ่นยนต์ตัวที่ 3" ตามที่บางแหล่งเข้าใจ หุ่นยนต์ซึ่งปรากฏภายหลัง
ในชื่อ 'GR2' ต่างหากที่ถูกสร้างขึ้นในฐานะ Giant Robo หมายเลข 2 เพื่อใช้ต่อสู้กับหุ่นยนต์ของไดซากุ



รูปลักษณ์หน้าสฟิงซ์และคลังอาวุธทั่วร่าง



ใบหน้าของ Giant Robo มีลักษณะคล้ายรูปสลักโบราณ โดยเฉพาะส่วนศีรษะและใบหน้าที่ได้รับแรงบันดาลใจ
จาก 'สฟิงซ์ของอียิปต์' ดีไซน์ดังกล่าวช่วยให้ Giant Robo ดูทั้งเก่าแก่ น่าเกรงขาม และแตกต่างจาก
หุ่นยนต์โลหะทรงเหลี่ยมในผลงานไซไฟทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ภายในเรื่องไม่ได้ระบุว่า Giant Robo เป็นหุ่นยนต์จากอารยธรรมอียิปต์ รูปลักษณ์แบบฟาโรห์
หรือสฟิงซ์เป็นเพียงแนวคิดด้านการออกแบบ ไม่ใช่ประวัติที่มาของหุ่นยนต์ ดังนั้นคำว่า "หุ่นยนต์อารยธรรมอียิปต์"
อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อเรื่องคลาดเคลื่อนได้



Giant Robo มีร่างกายขนาดมหึมา สามารถปฏิบัติการได้ทั้งบนบก ในน้ำ และกลางอากาศ อาวุธประจำตัว
ประกอบด้วยจรวดที่ยิงออกจากปลายนิ้ว เปลวไฟจากปาก ลำแสงจากดวงตา และอาวุธยิงอีกหลายรูปแบบ
ที่ซ่อนอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย นอกจากนี้ยังมีพละกำลังมหาศาล สามารถใช้หมัด การทุ่ม และการพุ่ง
เข้าชนต่อสู้กับสัตว์ประหลาดในระยะประชิดได้


ภาพของ Giant Robo ที่กางแขนแล้วทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจึงกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเรื่อง
และเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นก่อนยุคเฟื่องฟูของอนิเมะซูเปอร์โรบอตในทศวรรษ 1970 หลายปี


ศัตรูสำคัญ: องค์กร BF และจักรพรรดิกิโยติน



ศัตรูหลักของ Giant Robo คือองค์กร BF ซึ่งนำโดยจักรพรรดิกิโยติน ผู้มีรูปลักษณ์เป็นมนุษย์ต่างดาว
ศีรษะสีน้ำเงินและสวมเครื่องแต่งกายขนาดใหญ่ เขาส่งสายลับ นักวิทยาศาสตร์ มนุษย์ดัดแปลง
สัตว์ประหลาด และหุ่นยนต์รบออกมาปฏิบัติภารกิจยึดครองโลก


ในบรรดาศัตรูที่ Giant Robo ต้องเผชิญ มีทั้ง 'ดาโครา' สัตว์ประหลาดทะเลขนาดมหึมา,
'โกลบาร์' วัตถุทรงกลมยักษ์, 'ซาตานโรส' พืชอวกาศกินคน, 'โดโรกรอน' สัตว์ประหลาดนินจา
และ **GR2** หุ่นยนต์รุ่นที่สองซึ่งมีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับ Giant Robo แต่ถูกสร้างขึ้น
เพื่อรับใช้ฝ่าย BF อย่างสมบูรณ์

ชื่อ "Big Fire" ซึ่งเป็นที่รู้จักในผลงานยุคหลัง มาจากอักษรย่อ 'BF' แต่ในละครปี 1967
มักเรียกกลุ่มศัตรูว่า "องค์การ BF" หรือ "BF-dan" มากกว่า ส่วนจักรพรรดิกิโยตินเป็น
ผู้บัญชาการสูงสุดขององค์กร ไม่ได้ใช้ชื่อกิลลอธตามการถอดเสียงบางแบบ



ฉากที่คนจดจำ: คำสั่งจากนาฬิกาข้อมือ



ภาพจำสำคัญของเรื่องคือฉากที่ไดซากุยกเครื่องควบคุมบนข้อมือขึ้นแล้วออกคำสั่งด้วยเสียง Giant Robo
จะตอบรับด้วยท่าทางหรือเสียงคำราม ก่อนเคลื่อนตัวเข้าสู่สนามรบ คำสั่งง่าย ๆ เช่น ให้บิน โจมตี หยุด
หรือกลับมา กลายเป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์ประจำเรื่อง


แม้ในช่วงแรก Giant Robo จะทำงานตามเสียงที่ถูกบันทึกไว้ในระบบ แต่เมื่อการต่อสู้ดำเนินต่อไป
การตอบสนองของมันเริ่มดูมากกว่าการปฏิบัติตามโปรแกรม หุ่นยนต์แสดงอาการรับรู้ถึงอันตราย
ปกป้องไดซากุ และตัดสินใจในสถานการณ์ที่คำสั่งเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้

ความสัมพันธ์ระหว่างไดซากุกับ Giant Robo จึงแตกต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของกับอาวุธทั่วไป
ไดซากุไม่ได้ควบคุมมันจากภายในห้องนักบิน แต่ยืนอยู่บนพื้นดินและฝากชีวิตไว้กับยักษ์เหล็กที่อยู่ห่าง
ออกไปหลายกิโลเมตร ความไว้ใจระหว่างทั้งสองจึงเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนสุดท้าย



บทสรุป: การเสียสละครั้งสุดท้ายของหัวใจเหล็ก

ในตอนจบ จักรพรรดิกิโยตินเปิดเผยว่าร่างกายของเขาเต็มไปด้วยพลังงานปรมาณู หากถูกทำลายบนโลก
การระเบิดจะรุนแรงพอที่จะทำให้โลกทั้งใบพินาศ ทำให้มนุษย์ไม่สามารถโจมตีเขาได้โดยตรง


Giant Robo จึงจับตัวจักรพรรดิกิโยตินและพาบินออกไปนอกโลก เมื่อไดซากุรู้ว่าหุ่นยนต์กำลังจะทำอะไร
เขารีบสั่งให้ Giant Robo หยุดและกลับมาหาเขา คำสั่งเสียงยังคงทำงานตามปกติ และ Giant Robo
ได้ยินคำสั่งนั้นอย่างชัดเจน แต่เป็นครั้งแรกที่มันเลือกไม่ปฏิบัติตาม


Giant Robo ยังคงบินขึ้นสู่อวกาศพร้อมกับจักรพรรดิกิโยติน ก่อนเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ห่างจากโลก
ไดซากุทำได้เพียงเฝ้ามองและเรียกให้เพื่อนของเขากลับมา ทั้งที่รู้ว่า Giant Robo จะไม่ได้
กลับมาหาเขาอีกแล้ว

ฉากดังกล่าวทำให้ตอนจบทรงพลังเป็นพิเศษ เพราะหุ่นยนต์ซึ่งถูกตั้งโปรแกรมให้เชื่อฟังเสียงของไดซากุ
เพียงคนเดียว กลับฝ่าฝืนคำสั่งเป็นครั้งแรก เพื่อรักษาชีวิตของเด็กชายผู้เป็นนายและปกป้องโลกเอาไว้
การกระทำครั้งสุดท้ายจึงแสดงว่า Giant Robo ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องจักรที่มีความภักดี แต่ได้เรียนรู้
ที่จะตัดสินใจและเสียสละด้วยเจตจำนงของตนเอง

"ครั้งเดียวที่ Giant Robo ไม่เชื่อฟังไดซากุ คือครั้งที่มันเลือกช่วยชีวิตเขา"



เกร็ดน่าสนใจและเบื้องหลังของ Giant Robo



ผลงานบุกเบิกหุ่นยนต์ยักษ์แบบคนแสดง
Toei ยกให้ 'Giant Robo' เป็นผลงานหุ่นยนต์ยักษ์ฮีโร่แบบเทคนิคพิเศษรุ่นบุกเบิก
งานสร้างใช้ทั้งนักแสดงในชุดหุ่นยนต์ ฉากจำลอง การถ่ายภาพซ้อน และเทคนิคการบินด้วยสลิง
เพื่อทำให้หุ่นยนต์ยักษ์สามารถต่อสู้กับสัตว์ประหลาดได้อย่างมีน้ำหนัก

แนวคิดดังกล่าวมีอิทธิพลต่อผลงานฮีโร่ของ Toei ในเวลาต่อมา โดยเฉพาะการนำหุ่นยนต์ยักษ์
และการต่อสู้ขนาดมหึมาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ซูเปอร์เซนไตและผลงานเทคนิคพิเศษประเภทอื่น


ชื่อสากล Johnny Sokko and His Flying Robot
ละครถูกนำไปเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกาภายใต้ชื่อ 'Johnny Sokko and His Flying Robot'
โดยคุซามะ ไดซากุถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Johnny Sokko และมีการพากย์ ตัดต่อ รวมถึงปรับชื่อ
ของตัวละครหลายคนให้เหมาะกับผู้ชมภาษาอังกฤษ

ชื่อในฉบับสากลจึงอาจทำให้ข้อมูลของตัวละครและองค์กรแตกต่างจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น
การเขียนถึงละครฉบับดั้งเดิมควรใช้ชื่อคุซามะ ไดซากุ องค์การยูนิคอร์น องค์การ BF
และจักรพรรดิกิโยตินเป็นหลัก


การกลับมาในรูปแบบอนิเมะ OVA


Giant Robo ถูกนำกลับมาสร้างเป็นอนิเมะ OVA ชื่อ'Giant Robo: The Animation
The Day the Earth Stood Still  กำกับโดย ยาสุฮิโระ อิมากาวะ ผลิตทั้งหมด 7 ตอน
โดยทยอยออกจำหน่ายตั้งแต่ปี 1992 จนถึงปี 1998


OVA ชุดนี้ไม่ใช่การรีเมคละครปี 1967 แบบตรงไปตรงมา แม้จะยังมีไดซากุ Giant Robo
และองค์กร BF แต่ผู้สร้างได้นำตัวละครจากผลงานเรื่องอื่นของมิสึเทรุ โยโกยามะ เช่น 'Babel II',
'Akakage' และ 'Romance of the Three Kingdoms' มาร่วมอยู่ในโลกเดียวกัน พร้อมสร้าง
เนื้อเรื่องใหม่เกี่ยวกับระบบพลังงานชิซูมะและความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม Experts of Justice กับองค์กร BF

ด้วยงานภาพแบบย้อนยุค ฉากแอ็กชันที่ได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์กำลังภายใน และดนตรีออร์เคสตรา
ซึ่งบรรเลงโดย Warsaw Philharmonic อนิเมะชุดนี้จึงมีเอกลักษณ์แตกต่างจากละครต้นฉบับ
และช่วยให้ชื่อของ Giant Robo เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ชมอนิเมะนานาชาติอีกครั้ง



#26
[DC Heroes]
Connor Hawke
ทายาทแห่งคันศรและนักรบเซนผู้สืบทอดตำนาน Green Arrow




ท่ามกลางเหล่าฮีโร่ผู้สืบทอดชื่อและหน้ากากจากคนรุ่นก่อน ไม่มีใครรับมรดกของ Green Arrow
ด้วยวิถีทางที่สงบนิ่งและแตกต่างได้เท่ากับ Connor Hawke


คอนเนอร์ ฮอว์ก คือบุตรชายที่ Oliver Queen ไม่เคยรู้ว่าตนเองมีอยู่ และเป็นชายหนุ่มผู้เติบโต
ขึ้นมาภายในอาศรมอันห่างไกลจากความวุ่นวายของโลกภายนอก เขาไม่ได้มีบุคลิกเร่าร้อน ปากกล้า
หรือเต็มไปด้วยความดื้อรั้นเหมือนบิดา แต่กลับเป็นนักรบผู้สุขุม ยึดมั่นในหลักพุทธศาสนา
และมองการต่อสู้เป็นเส้นทางหนึ่งของการฝึกจิตใจ


เมื่อ Oliver Queen เสียชีวิต Connor จึงต้องก้าวออกจากเงาของผู้เป็นพ่อ รับคันธนูขึ้นมา
และกลายเป็น Green Arrow คนที่สอง ผู้พิสูจน์ว่าการสืบทอดตำนานไม่จำเป็นต้องหมายถึง
การเดินตามรอยเท้าของใครทุกย่างก้าว


บุตรชายที่ Oliver Queen ไม่เคยรู้จัก



Connor Hawke ปรากฏตัวครั้งแรกในหนังสือการ์ตูน **Green Arrow #0** ในปี 1994

เขาเป็นบุตรชายของ Oliver Queen และ Sandra "Moonday" Hawke หญิงสาวที่ Oliver
เคยมีความสัมพันธ์ด้วยในช่วงวัยหนุ่ม อย่างไรก็ตาม Oliver ไม่ได้รับรู้ว่าความสัมพันธ์
ครั้งนั้นทำให้เขามีลูกชายคนหนึ่ง


Connor จึงเติบโตขึ้นมาโดยแทบไม่มีผู้เป็นพ่ออยู่ในชีวิต

วัยเด็กของเขาแตกต่างจากทายาทซูเปอร์ฮีโร่คนอื่นอย่างชัดเจน Connor ไม่ได้เติบโตในคฤหาสน์
ไม่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย และไม่ได้รับการฝึกจากสมาชิก Justice League แต่ใช้ชีวิตอยู่ภายใน
อาศรม ฝึกสมาธิ ศึกษาปรัชญาเซน และเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้



แม้จะไม่เคยรู้จัก Oliver อย่างแท้จริง แต่ Connor กลับชื่นชม Green Arrow ในฐานะฮีโร่
เขาติดตามเรื่องราวของนักธนูแห่ง Star City และมองชายใต้ฮู้ดสีเขียวเป็นแบบอย่าง
โดยไม่รู้เลยว่าฮีโร่คนนั้นคือบิดาของตนเอง


โชคชะตานำทั้งสองมาพบกันเมื่อ Oliver เดินทางมายังอาศรมเพื่อหลีกหนีจากความรู้สึกผิด
และความวุ่นวายในชีวิต สำหรับ Oliver การเดินทางครั้งนี้คือการค้นหาความสงบ
แต่สำหรับ Connor มันคือการได้พบกับพ่อที่เขารอคอยมาตลอดชีวิต


สายสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกที่เริ่มต้นช้าเกินไป

ความสัมพันธ์ระหว่าง Oliver และ Connor ไม่ได้เริ่มต้นอย่างอบอุ่นเหมือนครอบครัวทั่วไป

Oliver ต้องเผชิญกับความจริงว่าเขามีลูกชายที่เติบโตขึ้นมาโดยไม่มีตนเอง ขณะที่ Connor
ต้องเรียนรู้ว่าฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ที่เขาเคารพนั้น แท้จริงแล้วเป็นมนุษย์ที่มีข้อบกพร่องมากมาย


Oliver Queen เป็นชายผู้เต็มไปด้วยอารมณ์ ความเชื่อมั่น และการตัดสินใจที่หุนหันพลันแล่น
ส่วน Connor เป็นคนสงบนิ่ง ใช้เหตุผล และพยายามควบคุมจิตใจอยู่เสมอ

ทั้งสองจึงเป็นเหมือนภาพสะท้อนที่อยู่คนละด้าน



Connor ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับผู้เป็นพ่อ แต่ Oliver กลับยังไม่พร้อมยอมรับบทบาทนั้น
อย่างเต็มที่ ช่วงเวลาที่ทั้งคู่ได้เรียนรู้และออกปฏิบัติภารกิจร่วมกันจึงเต็มไปด้วยความอึดอัด
ความไม่เข้าใจ และคำพูดหลายคำที่ไม่เคยถูกกล่าวออกมา น่าเศร้าที่พวกเขามีเวลาอยู่ร่วมกันไม่นาน

Oliver Queen สละชีวิตเพื่อหยุดยั้งระเบิดบนเครื่องบินซึ่งอาจคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาล
ทิ้งให้ Connor ต้องเผชิญกับการสูญเสียพ่อที่เขาเพิ่งมีโอกาสได้รู้จัก แต่การจากไปของ Oliver
ก็ทำให้โลกยังคงต้องการ Green Arrow และ Connor คือคนที่ต้องรับคันธนูขึ้นมาแทน



การถือกำเนิดของ Green Arrow คนที่สอง

Connor Hawke ไม่ได้สวมชุด Green Arrow เพราะต้องการชื่อเสียง หรือเพราะคิดว่าตนเอง
สามารถแทนที่ Oliver Queen ได้ เขารับหน้าที่นั้นเพราะเข้าใจว่าความหมายของ Green Arrow
ยิ่งใหญ่กว่าบุคคลที่อยู่ใต้หน้ากาก


Green Arrow คือสัญลักษณ์ของการยืนอยู่ข้างผู้ถูกกดขี่ เป็นเสียงให้กับคนที่ไม่มีใครรับฟัง
และเป็นลูกศรที่ถูกยิงออกไปต่อต้านความอยุติธรรม



หลังการเสียชีวิตของ Oliver Connor จึงกลายเป็น Green Arrow คนที่สองอย่างเต็มตัว
ช่วงแรกเขายังไม่ใช่นักธนูที่สมบูรณ์แบบ ความพยายามที่จะเป็นเหมือนบิดากลับทำให้จิตใจของเขา
ขาดสมาธิ ยิ่ง Connor ยึดติดกับความคาดหวังว่าตนเองต้องเป็นนักธนูผู้ยิ่งใหญ่ เขาก็ยิ่งไม่
สามารถแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างแท้จริง

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขาเลิกพยายามเป็น Oliver Queen และเริ่มต่อสู้ในแบบของ Connor Hawke
จากทายาทที่ยืนอยู่ใต้เงาของบิดา เขาจึงค่อยๆ กลายเป็นฮีโร่ที่มีวิถีทางเป็นของตนเอง



นักรบผู้ใช้การต่อสู้เป็นการฝึกจิต

แม้ Connor จะมีฝีมือการยิงธนูในระดับสูง แต่ความสามารถที่โดดเด่นที่สุดของเขาคือศิลปะการต่อสู้
ระยะประชิดConnor ผ่านการฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตใจมาเป็นเวลาหลายปี เขาสามารถควบคุมลมหายใจ
รักษาสมาธิ ท่ามกลางสถานการณ์อันตราย และอ่านการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ได้อย่างสุขุม


เขาเคยเผชิญหน้ากับนักสู้ระดับสูงของจักรวาล DC รวมถึง Lady Shiva หนึ่งในนักฆ่า
และปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้ที่อันตรายที่สุดในโลก



จุดแข็งของ Connor ไม่ได้อยู่ที่พละกำลังเหนือมนุษย์ แต่คือความสมดุลระหว่างร่างกาย จิตใจ
และสัญชาตญาณ สำหรับเขา คันธนูไม่ใช่เพียงอาวุธ การขึ้นสาย การเล็ง และการปล่อยลูกศร
ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการทำสมาธิ ทุกการเคลื่อนไหวต้องเกิดขึ้นโดยปราศจากความลังเล
ความโกรธ และความยึดติด นี่คือสิ่งที่ทำให้ Connor แตกต่างจาก Oliver อย่างชัดเจน

หากลูกศรของ Oliver ถูกขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์และความโกรธต่อความอยุติธรรม ลูกศรของ
Connor ก็ถูกปล่อยออกมาจากความสงบนิ่งภายในจิตใจ


สายเลือดที่เชื่อมโยงหลายวัฒนธรรม



Connor Hawke ไม่ได้เป็นเพียงผู้สืบทอดชื่อ Green Arrow แต่ยังเป็นตัวแทนของภูมิหลังที่
หลากหลายภายในจักรวาล DC


เขามีเชื้อสายผิวขาวจากฝั่ง Oliver Queen รวมถึงเชื้อสายเกาหลีและแอฟริกันอเมริกันจาก
ครอบครัวฝ่ายมารดา ประสบการณ์ชีวิตของ Connor จึงเกี่ยวพันกับคำถามเรื่องเชื้อชาติ ความเชื่อ
และการค้นหาพื้นที่ของตนเองในสังคม

เรื่องราวหลายตอนของเขานำเสนอการเผชิญหน้ากับอคติและความเกลียดชังทางเชื้อชาติ โดย Connor
ไม่ได้ต่อสู้เพียงเพื่อเอาชนะศัตรู แต่ยังพยายามทำความเข้าใจรากเหง้าและยอมรับทุกส่วนของตัวเอง

นอกจากนี้ เรื่องราวยุคใหม่ของ DC ยังยืนยันว่า Connor เป็นบุคคลในกลุ่ม Asexual
หรือผู้ที่ไม่มีแรงดึงดูดทางเพศต่อผู้อื่น


อัตลักษณ์ดังกล่าวไม่ได้ทำให้เขาเย็นชาหรือไร้ความรู้สึก ตรงกันข้าม Connor ยังคงสามารถมอบความรัก
ความห่วงใย และสร้างสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับผู้คนได้ เพียงแต่ประสบการณ์ด้านความสัมพันธ์ของเขาไม่ได้
ดำเนินไปตามความคาดหวังแบบเดียวกับคนส่วนใหญ่

สิ่งนี้สอดคล้องกับตัวตนของ Connor ซึ่งให้คุณค่ากับความเข้าใจ ความสงบ และความสัมพันธ์
ทางจิตใจมากกว่าความปรารถนาทางกาย




จากผู้สืบทอด Green Arrow สู่สมาชิก Justice League

หลังรับช่วงต่อจาก Oliver Connor ไม่ได้จำกัดบทบาทของตัวเองไว้เพียงการปกป้อง Star City
ความสามารถในการต่อสู้ ความแม่นยำ และจิตใจอันมั่นคงทำให้เขาได้ร่วมงานกับฮีโร่ระดับโลก
และเคยทำหน้าที่ในทีม Justice League


การก้าวเข้าสู่ Justice League ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า Connor ไม่ได้เป็นเพียง
"ลูกชายของ Green Arrow" แต่เป็นฮีโร่ที่ได้รับการยอมรับจากความสามารถของตนเอง

ภายหลังเมื่อ Oliver Queen กลับมามีชีวิตอีกครั้ง Connor ก็ไม่ได้สูญเสียตัวตนหรือถูกลดบทบาท
ให้กลายเป็นผู้ช่วย พ่อลูกสามารถใช้ชื่อ Green Arrow ร่วมกันได้ เพราะชื่อดังกล่าวไม่จำเป็น
ต้องเป็นสมบัติของคนเพียงคนเดียว

Oliver คือต้นกำเนิดของตำนาน ส่วน Connor คือหลักฐานว่าตำนานนั้นสามารถเติบโต
เปลี่ยนแปลง และส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ได้



มิตรภาพกับ Damian Wayne และการกลับคืนสู่จักรวาลหลัก

หลังจากห่างหายจากเวทีหลักของจักรวาล DC ไปช่วงหนึ่ง Connor กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง
ในการแข่งขันบน Lazarus Island ที่นั่นเขาได้พบและสร้างสายสัมพันธ์กับ Damian Wayne
หรือ Robin




แม้บุคลิกของทั้งสองจะแตกต่างกันอย่างมาก แต่พวกเขากลับมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน นั่นคือการต้อง
แบกรับความคาดหวังจากบิดาผู้เป็นตำนาน Damian เติบโตขึ้นภายใต้เงาของ Batman ขณะที่
Connor ต้องหาหนทางของตนเองใต้เงาของ Green Arrow

Connor จึงสามารถเข้าใจความสับสน ความโกรธ และความโดดเดี่ยวของ Damian ได้ในแบบที่
ฮีโร่คนอื่นอาจทำไม่ได้ ความสุขุมและความเห็นอกเห็นใจของเขาช่วยสร้างมิตรภาพที่ไม่ได้เกิดจาก
การต่อสู้เคียงข้างกันเท่านั้น แต่เกิดจากการมองเห็นบาดแผลที่อีกฝ่ายพยายามซ่อนเอาไว้

การกลับมาครั้งนี้ทำให้ Connor มีสถานะในจักรวาลหลักของ DC อีกครั้ง ทั้งในฐานะสมาชิก
Arrow Family นักรบผู้มากประสบการณ์ และฮีโร่ที่เชื่อมโยงคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่



บทสรุป: ลูกศรที่ค้นพบเส้นทางของตัวเอง

Connor Hawke คือเครื่องพิสูจน์ว่าการสืบทอดตำนานไม่ได้หมายถึงการกลายเป็นสำเนาของผู้มาก่อน
เขาอาจถือคันธนูแบบเดียวกับ Oliver Queen สวมชุดสีเขียว และใช้ชื่อ Green Arrow เช่นเดียวกัน
แต่หัวใจและวิถีการต่อสู้ของเขากลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง


Oliver ต่อสู้ด้วยไฟแห่งอุดมการณ์ Connor ต่อสู้ด้วยความสงบนิ่งของจิตใจ

จากเด็กหนุ่มที่เฝ้ามอง Green Arrow เป็นวีรบุรุษ จากลูกชายที่ต้องการการยอมรับของผู้เป็นพ่อ
และจากผู้สืบทอดที่เคยพยายามเดินตามรอยเท้าของคนอื่น Connor ได้เรียนรู้ว่าหน้าที่ของเขา
ไม่ใช่การเป็น Oliver Queen คนต่อไป

แต่คือการเป็น Connor Hawke คนแรก

เขาคือนักรบเซน ผู้สืบทอดคันศร และลูกศรดอกใหม่
ที่พร้อมพาตำนาน Green Arrow พุ่งไปสู่อนาคต




#30
รายละเอียดเพิ่มเติม

#31
เนื่องด้วยภาพมีจำนวนมาก หรือ บางเซทอาจมีความล่อแหลม
บุคคลทั่วไปชมได้บางส่วน สมาชิกกรุณาล็อคอิน เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม




#32
ห้องพิคโพส (Picpost) / [AIGirl] Tang (糖) Er
05 กันยายน 2026, 09:42:01

#33
พนักงานหญิง SOD เดอะซีรี่ย์
อัพเดทภารกิจลูกจ้างสาว SET19




อีกหนึ่งโปรเจคที่ทำมาอย่างต่อเนื่องของทางค่าย SOD ที่เปิดรับพนักงานหน้าตาดี
มาเข้าออฟฟิตก่อนจะเจอล่อลวงให้รับหน้าที่นักแสดง AV ควบอีกตำแหน่ง เป็นรายได้พิเศษ
เพราะใช่ว่าทุกคนจะมีงาน AV ตลอด ตำแหน่งพนักงานเงินเดือนปรกติก็ถือว่าการันตี
ความมั่นคงได้ในระดับนึง


เรื่องแรก Yoshino Moriya เลขานุการผู้บริหาร กลับมาปรากฏตัวในผลงาน AV เป็นครั้งที่สอง!
ผู้บริหารที่รับผิดชอบถึงกับบอกว่า

"ผลงานคราวก่อนเซ็กซี่เกินไป จนอยากเห็น Moriya ในแบบที่เซ็กซี่ยิ่งกว่านั้นอีก"

ทีมงานจึงเรียกนักแสดงชายระดับมืออาชีพมาที่สำนักงานใหญ่ของ SOD และจัดสถานการณ์
ให้เธอแอบมีเซ็กซ์ระหว่างเวลาทำงาน โดยเน้นการพาเธอไปถึงจุดสุดยอด




"คริสต์มาสอีฟในวัย 22 ปีของฉัน ผ่านไปกับการรับน้ำอสุจิไว้ภายใน" Yoshimi Nitta เล่าถึง
ประสบการณ์ว่า ยิ่งมีเซ็กซ์กันต่อเนื่อง ทั้งน้ำหล่อลื่นจากฝ่ายชายและจากร่างกายของเธอเอง
ยิ่งทำให้ความรู้สึกชัดเจนขึ้น และเมื่อทดลองแบบไม่ใช้ถุงยาง ความรู้สึกตึงหรือกั้นที่เคยมีจาก
ถุงยางก็หายไป แม้ก่อนหน้านี้เธอจะเคยเห็นนักแสดงหญิงพูดถึงความรู้สึกเช่นนี้ในผลงานต่าง ๆ
แต่เมื่อได้สัมผัสด้วยตัวเอง เธอจึงคิดขึ้นมาว่า

"อ๋อ นี่เองคือความรู้สึกที่นักแสดงพวกนั้นพูดถึง... เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงติดใจการทำแบบสดได้"





เสียงครางแหลมของ Akari Matsunaga พนักงานออฟฟิศสาวหน้าใหม่วัย 23 ปี ดังสะท้อนไป
ทั่วออฟฟิศในวันทำงาน! ในฐานะสมาชิกฝ่ายประชาสัมพันธ์


เธอต้องการพิสูจน์ว่า "ของที่ทำให้รู้สึกดีจริง ๆ นั้นเป็นของจริง" ด้วยการทดลองกับนักแสดงชายมืออาชีพ
และดูว่าจะสามารถพาเธอไปถึงจุดสุดยอดได้หรือไม่ นี่กลายเป็นการท้าทายต่อเนื่องตลอดสามวันแรกของเธอ
เมื่อ Matsunaga เริ่มช่วยตัวเองจนร่างกายเต็มไปด้วยอารมณ์ กิจกรรมทางเพศจึงเริ่มต้นขึ้นตามมุมต่าง ๆ
ของสถานที่ทำงาน โดยมีทั้งการร่วมเพศกับชายที่มีอวัยวะเพศขนาดใหญ่ การมัดตรึง การมีเซ็กซ์แบบรุนแรง
การปิดตา และสถานการณ์แบบสี่คนตามคอนเซปต์ของเรื่อง




"เพื่อให้ได้ผลการทดลองที่ถูกต้อง กรุณาอย่าฝืนกลั้นเสียง การปัสสาวะ หรือการถึงจุดสุดยอด"

จากนั้นผู้เข้าร่วมจะถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเครื่องสั่นที่ติดตั้งในตำแหน่งต่าง ๆ ทั้งแบบมีเสื้อผ้าคั่น
และสัมผัสอวัยวะโดยตรง เมื่อดำเนินไปเป็นเวลานาน ความรู้สึกบริเวณช่องคลอดค่อย ๆ เปลี่ยนไป
จนเกือบคล้ายอาการชา และเริ่มสูญเสียความสามารถในการรับรู้หรือควบคุมการกลั้นปัสสาวะตามปกติ
ผลงานนี้นำเสนอในรูปแบบบันทึกการทดลอง


โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 6 คน รวมถึงนักวิจัย 2 คน จากห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ทางเพศของ SOD
และทำการทดสอบกับทั้งหกคนพร้อมกัน ภายใต้รูปแบบและตำแหน่งการกระตุ้นที่แตกต่างกัน




พนักงานหญิงของ SOD หลายคนร่วมกันสังเกตและตรวจสอบร่างกายของผู้สมัครชายที่เปลือยกาย
ตั้งแต่สภาพร่างกาย การแข็งตัว ไปจนถึงการช่วยตัวเอง รวมถึงการตรวจสอบกลิ่นบริเวณอวัยวะเพศ
เพื่อให้ผู้สมัครสามารถแสดงศักยภาพด้านการแสดงทางเพศออกมาได้อย่างเต็มที่


เหล่าพนักงานหญิงจึงช่วยกระตุ้นด้วยวิธีต่าง ๆ ทั้งการเล่นหัวนม จูบ และออรัลเซ็กซ์ พร้อมประเมิน
ทั้งความทนทานต่อการกระตุ้นและเทคนิคของผู้สมัครไปด้วย พนักงานหญิงบางคนไม่ได้มีเพศสัมพันธ์
มาระยะหนึ่ง จึงมีปฏิกิริยาทางร่างกายและมีสารหล่อลื่นออกมามากระหว่างการทดสอบ




เพื่อเป็นกำลังใจให้เหล่าผู้ชายที่มีปมเรื่องส่วนสูง! Yoshino Moriya เลขานุการสาวร่างสูง
ผู้มีบุคลิกอ่อนโยน ซึ่งเมื่อสวมรองเท้าส้นสูงแล้วมีความสูงเกิน 170 ซม. จะเป็นฝ่ายค่อย ๆ
นำทางชายหนุ่มที่ยังไม่มีประสบการณ์ ให้ได้สัมผัสประสบการณ์ครั้งแรกอย่างนุ่มนวล...


แต่สถานการณ์กลับพลิกไปจากที่คิด เพราะแท้จริงแล้วฝ่ายชายเป็นนักแสดงมืออาชีพที่มีความ
ต้องการทางเพศสูงและมีอวัยวะเพศขนาดใหญ่ จากเดิมที่ Moriya ตั้งใจจะเป็นฝ่ายควบคุม
สถานการณ์ เธอกลับต้องรับการสอดใส่ที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดสุดยอดซ้ำแล้วซ้ำอีก
พร้อมกับความตื่นเต้นที่หยุดไม่ได้จากการมีชายหนุ่มมาเยือนบ้านของเธอเป็นครั้งแรก




รายละเอียดเพิ่มเติม


[SDJS-312] Yoshino Moriya
https://njav.com/vv/SDJS-312
https://mmvh02.com/v/hr4vp5phdt8s

Part 1 : https://mmsi02.com/e/6t3e6lhn0vrq
Part 2 : https://mmsi02.com/e/0rz1ierw1sfv




--------------------------------------------------------

[SDJS-313] Yoshimi Nitta
https://njav.com/vv/SDJS-313
https://mmvh02.com/v/d2z8rbjavxcf
https://mmsi02.com/e/m5e3fada5jg4




--------------------------------------------------------

[SDJS-314] Akari Matsunaga
https://njav.com/vv/SDJS-314
https://mmvh02.com/v/0immu4blyruh

Part 1 : https://mmsi02.com/e/ziyflwcqf92x
Part 2 : https://mmsi02.com/e/pj0dzgdnjdjg




--------------------------------------------------------

[SDJS-315] Ajimu Yua, Horikawa Omi,
Hishinuma Moesaki,Satou Rire, Gomi Saeko,
Koizumi Yurion

https://njav.com/vv/SDJS-315
https://mmvh02.com/v/upkb86czug5y

Part 1 : https://mmsi02.com/e/w6soebmzu0dm
Part 2 : https://mmsi02.com/e/r2sr1rjpslb4




--------------------------------------------------------

[SDJS-316] Nagano Suzu, Koki Azami,
Ajimu Yua, Kaneko Mashu, Hishinuma Moesaki,
Kajio Waka, Kagaya Renshiro, Kamatani Asuka,
Oowada Kibou


https://njav.com/vv/SDJS-316

Part 1 : https://mmsi02.com/e/ybvfjyham19x
Part 2 : https://mmsi02.com/e/ilco8gjy15kz

Part 1 : https://mmvh02.com/v/lgysc1placb4
Part 2 : https://mmvh02.com/v/4ykedcp5r892




--------------------------------------------------------

[SDJS-317] Yoshino Moriya
https://njav.com/vv/SDJS-317
https://mmsi02.com/e/egk8i8oijiln
https://mmvh02.com/v/n1lc6xxw9kdy




--------------------------------------------------------

พนักงานหญิง SOD เดอะซีรี่ย์
อัพเดทภารกิจลูกจ้างสาว SET18

https://forum.cnxseed.com/index.php?topic=213842.0
#34
Mio Ishikawa ติวเตอร์สาวผู้ชุ่มฉ่ำ



Mio Ishikawa ครูสอนพิเศษที่อ่อนโยน คนนี้สามารถทำให้ผู้ชายคนไหนก็หลงรักได้
เธอชอบใช้สถานะครูสอนพิเศษ เพื่อให้เด็กหนุ่มดิ้นรนด้วยความสุข... เสียงถอนหายใจ
แผ่วเบาของเธอสัมผัสข้างหูเขา และคำพูดลามกที่เย้ายวนใจของเธอก็นำพาเขาไปสู่
จุดสุดยอดที่ไม่เคยมีมาก่อน...!


การสำเร็จความใคร่ด้วยถุงน่องเปียก การมีเพศสัมพันธ์ทางปากที่เร่าร้อนและรุนแรง
และการร่วมรักอย่างใกล้ชิดด้วยของเหลวในร่างกายที่ผสมปนเปกัน! การหยอกล้อเขา
การเล่นกับเขา... ทุกวิธีการล้วนนำพาเขาไปสู่จุดสุดยอด...



รายละเอียดเพิ่มเติม

#35
Kitaoka Karin
น้องพร้อมซัพพอร์ตนะคะพี่ชาย




"นี่พี่ชาย~ ไหน ๆ พี่ก็ไม่มีแฟนอยู่แล้ว ให้หนูช่วยดูแลเรื่องส่วนตัวให้ไหม?"

Kitaoka Karin น้องสาวจอมอ้อน ทั้งน่ารัก ขี้เล่น และแอบเจ้าเล่ห์ เริ่มเข้ามาหยอกพี่ชาย
ด้วยคำพูดสองแง่สองง่ามแบบสาวน้อยจอมยั่ว พร้อมคอยพูดกระตุ้นและเอาใจในระยะใกล้
ราวกับเธอกำลังอยู่ตรงหน้าคุณจริง ๆ




เธอมาในชุดสุดเซ็กซี่ พร้อมสารพัดวิธียั่วเย้าที่ทั้งชวนเขินและชวนใจเต้น ตั้งแต่การใช้โลชั่น
เพิ่มบรรยากาศ ไปจนถึงการเล่นกับรูปลักษณ์และเรือนร่างเพื่อยั่วอารมณ์ โดยเฉพาะคำพูดทะลึ่ง
ที่คอยกระซิบกระตุ้นอยู่ตลอด จนยากที่จะละสายตาหรือเก็บอาการเอาไว้ได้

จุดขายของเรื่องจึงอยู่ที่ สถานการณ์จำลองแบบ POV ซึ่งให้อารมณ์เหมือนมี "น้องสาวจอมยั่ว"
มาคอยพูดเอาใจและช่วยสร้างบรรยากาศให้แบบตัวต่อตัว โดยเน้นทั้งเครื่องแต่งกาย การพูดจา
ยั่วเย้า และความใกล้ชิดของคารินเป็นหลักครับ.




รายละเอียดเพิ่มเติม

#36
Actress Ranking อันดับนักแสดงยอดนิยม
จาก BookMate ประจำเดือน ส.ค. 2026




เดือนนี้อันดับต้นๆ ยังเป็นตัวท็อปหน้าเดิมจากเดือนก่อน โดย Kanna Seto ยังคงแรง
ต่อเนื่อง ครองอันดับหนึ่งเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน ส่วน Saika Kawakita ขยับขึ้นมาเป็น
อันดับ 2 ขณะที่อันดับ 3 เป็น Yui Hatano ตัวเก๋าที่ยังได้รับความนิยมไม่ตก สามารถเบียด
ขึ้นมาอยู่เหนือบรรดานักแสดงรุ่นใหม่ได้อีกครั้ง




คนที่น่าจับตาต่อเนื่องคงเป็น Neru Hoshizora เด็กใหม่จาก S1 ที่เพิ่งเดบิวต์เมื่อปลายเดือน
ก.ค. ที่ผ่านมา แต่เดือนแรกก็ขึ้นมาอยู่ถึงอันดับ 6 แล้ว โดยเธอเป็นสาวฮอกไกโดวัย 22 ปี
ที่เพิ่งเรียนจบและย้ายมาโตเกียว ก่อนเลือกเข้าวงการ AV เป็นอาชีพแรก เรียกว่าเริ่มต้นมาได้
สวยทีเดียว และน่าจะเป็นหนึ่งในเด็กใหม่ที่ต้องจับตาดูว่าจะขึ้นไปได้ไกลแค่ไหนในปีนี้


อีกคนที่น่าสนใจคือ Mitsuha Ashitaba ที่เดือนนี้เข้ามาติด Top 10 เธอเป็นนักแสดงจาก
S1 เช่นกัน เดบิวต์มาตั้งแต่ปี 2023 จุดเด่นคือความสูงถึง 175 cm. กับรูปร่างนางแบบ F-Cup
ที่ค่อนข้างโดดเด่น ถึงจะไม่ใช่หน้าใหม่แล้ว แต่ก็ยังมีชื่อกลับขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆ ได้เรื่อยๆ
และเดือนนี้จบที่อันดับ 10 พอดี


10. Mitsuha Ashitaba (明日葉みつは)



9. Rui Shido (紫堂るい)



8. Karen Yuzuriha (楪カレン)



7. Miyu Aizawa (逢沢みゆ)



6. Neru Hoshizora (星空ねる)



5. Ako Kimura (木村愛心)



4. Nao Satsuki (彩月七緒)



3. Yui Hatano (波多野結衣)



2. Saika Kawakita (河北彩花)



1. Kanna Seto (瀬戸環奈)





รายละเอียดเพิ่มเติม

#37
xseed คลิป / Katanyu tonight - M4Project
28 สิงหาคม 2026, 16:49:31


#41
AV LIVE ACTION รวมผลงาน
จากพล็อตการ์ตูน SET 28




ผลงาน AV ที่มีต้นฉบับมาจาก การ์ตูน หรือ เกม สาย 18+ ที่ยอดขายดีจนค่าย
หนัง AV เลือกมาสร้างถ่ายทำออกมาเป็น LIVE ACTION ให้แฟนๆ ผลงานเหล่านั้น
ได้ชมฉากประทับใจโดยการแสดงของเหล่านักแสดงสาว ที่ทั้งการแต่งกาย ซีนต่างๆ
นั้นเรียกว่า เลียนแบบออกมาตามต้นฉบับ จะท่ายากแค่ไหน จัดหนักจนร้องขอชีวิตยังไง
ไม่ต้องจินตนาการเอง


เรื่องแรก Oshikawa Yuri รับบทเมียสาวสุดแจ่มที่มีผัวที่ดูหงิมๆ แต่มีรสนิยมผิดปรกติ
ที่อยากเห็นเมียตัวเองโดนคนอื่นซั่ม วันหนึ่งเขาพบว่าเพื่อนบ้านที่เพื่งย้ายเข้ามาเป็นหนุ่มหน้าตาดี
ทำให้จินตนาการเขาเตลิดคิดว่า ไอ้นี่แหละที่จะเหมาะจะมา NTR เมียของเขา ในที่สุดเขาก็ได้
ขอร้องให้เมียเขาและเพื่อนบ้านหนุ่ม ไปมีอะไรกันซะให้รู้แล้วรู้รอด เพื่อสนองความต้องการตัวเขา





Fumino Satsuki ยังมาในเรื่องราวของคนมีผัวที่อยากเห็นเมียตัวเองโดนคนอื่นซั่ม แต่เรื่องนี้
เธอตัดสินใจมีอะไรกับเพื่อนร่วมงานเพียงครั้งเดียวเพื่อให้ผัวพอใจ แหละนั้นช่วยให้ความสัมพันธ์
บนเตียงของเธอกับผัวดีขึ้นจริงๆ แต่การแอบไปทำเรื่องผิดศีลธรรมครั้งนั้น กลับไม่พ้นสายตา
หัวหน้าแผนกของเธอ แหละเขาก็เอาเรื่องนี้มาแบล็คเมล์ ขู่จะฟ้องฝ่ายบริหาร จากที่คิดว่า
จะนอกกายผัวแค่ครั้งเดียว กลับโดนเจ้าหัวหน้าสุดหื่นกระหน่ำไม่ยั้ง แม้กระทั้่งในที่ทำงาน




Yoshine Yuria มาในผลงานธีมโลกแฟนตาซียุคกลาง โดยเธอรับบทเป็นทาสกามที่ถูกเร่ขาย
ทาสอกใหญ่ที่ถูกซื้อไปสนองความต้องการของเจ้านาย แม้จิตใจเธอจะรู้สึกสมเพชชีวิตตัวเอง
แต่กระนั้นทุกครั้งที่ถูกเจ้านายเรียกใช้ ร่างกายเธอกลับยินดีกับการทำหน้าที่ รีดน้ำให้เจ้านาย





Aoi Ibuki กับผลงานยอดนิยม 'การเเลกเปลี่ยนของสาวเเกล' ที่นำมารีเมคอีกครั้ง กับเรื่องราว
เกลตัวแสบผู้ชอบใช้เวลาอ่านการ์ตูนที่บ้านเพื่อนโอตาคุหนุ่ม โดยแลกกับให้เขาสามารถใช้งาน
ช่วงล่างของเธอได้ตามอัธยาศัย แบบไม่มีลิมิตพ่อหนุ่มโอตาคุเราก็ใจง่ายด้วยสิ หลังจากได้ลอง
ก็พบว่าของโคตรดี เลยตะบี้ตะบันบริหารบั้นเอว ทั้งวันทั้งคืนไปเลยสิครับ
(งานก่อนอยู่ในกระทู้ SET 11)




ผลงานไลฟ์แอ็กชันเรื่องแรกของ Kashiwagi Kurumi (Maria Nagai) ทีมีคนเอามาแปล
ชื่อเรื่อง 'เห็นอิ๋ดีกว่าเพื่อน' เมื่อสองหนุ่มยังซิง ตกเป็นเป้าหมายของคุณป้าร้านสะดวกซื้อ
ที่วางแผนจะเปิดซิงพวกเขาด้วยแผนการลวงพวกเขาไปห้องของเธอ ในที่สุดหนึ่งในสองก็ไม่
สามารถต้านทานร่างกายสุดลามกของคุณป้าคนนี้ได้ พร้อมสละซิงแบบไม่แคร์เพื่อน





สุดท้าย Kashiwagi Konatsu กับผลงานที่มีแปลไทยว่า 'เพื่อนสนิท ไม่คิดเป็นแฟน'
เรื่องราวของหนุ่มสาวที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม หลังจากเรียนจบแยกย้ายจนถึงวัยทำงาน
พวกเขาก็บังเอิญมาพบกันอีกครั้ง ทั้งกินเที่ยวด้วยกัน รวมถึงมีอะไรกัน แม้เธอจะมีแฟนแล้วก็ตาม
ความสัมพันธ์ มากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน ถึงจะให้ความรู้สึกดีแต่แน่นอนซักวันมันต้องจบ




รายละเอียดเพิ่มเติม


AV LIVE ACTION รวมผลงาน
จากพล็อตการ์ตูน SET 27

https://forum.cnxseed.com/index.php?topic=210931.0
#42
Natural Pocket REC
จำกัดเฉพาะการสตรีมเท่านั้น SET1




ปลดข้อห้ามของนางเอกจาก Idea Pocket แบบไม่มีกั๊ก!! ผลงานสตรีมมิงเอ็กซ์คลูซีฟ
'Natural Pocket' ถ่ายทำแบบกอนโซล้วน ๆ สำหรับคนที่อยากเห็นอีกด้านของนางเอก
Idea Pocket นี่คือซีรีส์ที่แนะนำอย่างยิ่ง! ไม่มีบทหรือการจัดฉาก! เซ็กส์แบบด้นสดเต็มรูปแบบ!




นี่คือผลงานที่ออกตอนแรกมาในปี 2023 แหละไม่สามารถค้นหาได้จากหมวดหมู่ปรกติได้
แถมนักแสดงแต่ละคนก็ตัวท็อปทั้งนั้น โดยรายชื่อกระทู้นี้ประกอบไปด้วย Anna Kami,
Momo Sakura, Yume Nishimiya, Kana Momonogi
และ Tsumugi Akari



รายละเอียดเพิ่มเติม

#43
Aoi Ibuki
ชวนแอบเล่นในที่แคบ




Aoi Ibuki จะพาคุณเข้าไปในที่แคบๆ แล้วยั่วยวนคุณด้วยการสัมผัสใกล้ชิด...
กับ 5 สถานการณ์ที่แตกต่างกันที่คุณสามารถ ยสตน. กับผู้หญิงร่านที่มอบจูบ
แบบฝรั่งเศสที่ชุ่มเหงื่อให้คุณ!! ไม่ว่าจะในรถ... ในเต็นท์... ในห้องลองเสื้อ...
ในห้องน้ำ... ในล็อกเกอร์ของบริษัท... ที่ไหนก็ได้ที่มันแคบๆ  ในสถานการณ์
ที่อาจถูกจับได้ ที่นั้นคือที่ลับ ที่เร้าอารมณ์ของเธอได้เสมอ





รายละเอียดเพิ่มเติม

#44
Yukimura Izuki
งานวันหยุดสุดหื่น




Yukimura Izuki (25)สาวน้อยหน้าเล็กและสาวสวยหุ่นเพรียว พนักงานหญิงอนาคตไกล
ของบริษัท ถูกเรียกตัวมาทำงานในวันหยุดของเธอ และได้ถูกมอบบทเรียนจุดสุดยอดให้
ส่วนเหตุที่ทำให้ผู้หญิงที่สวยสง่า สุภาพเรียบร้อย หุ่นเพรียวบางเก่งกาจในหน้าที่การงาน
ตัดสินใจมา เพราะในชีวิตส่วนตัวเธอรู้สึกผิดหวังกับ ความสัมพันธ์กับแฟนหนุ่มไม่ค่อยถึงใจนัก




รายละเอียดเพิ่มเติม

#46
รายละเอียดเพิ่มเติม

#47
เนื่องด้วยภาพมีจำนวนมาก หรือ บางเซทอาจมีความล่อแหลม
บุคคลทั่วไปชมได้บางส่วน สมาชิกกรุณาล็อคอิน เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม



#48
[J-Character]
Captain Ultra
วีรบุรุษชุดเงินผู้พิชิตจักรวาลและพิทักษ์สันติภาพแห่งดวงดาว




ในปี 1967 หลังจากที่ Ultraman ภาคแรกจบลง ทางสถานี TBS และ Toei ได้ส่ง
"Captain Ultra" เข้ามาเสียบช่วงเวลาฉายทันที เพื่อตอบรับกระแสความคลั่งไคล้
อวกาศ (Space Age) ในยุคที่มนุษย์กำลังตื่นเต้นกับการไปดวงจันทร์ ภาคนี้ถือเป็น
ซีรีส์ไซไฟเต็มรูปแบบที่เน้นการผจญภัยนอกโลกมากกว่าการสู้บนดินเพียงอย่างเดียว



จุดกำเนิด: นักรบอวกาศผู้รับภารกิจจากสหพันธ์โลก

เรื่องราวเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 เมื่อมนุษยชาติเริ่มออกไปตั้งถิ่นฐานบนดาวดวงอื่น
แต่กลับถูกรุกรานโดยเหล่ามนุษย์ต่างดาวที่ชั่วร้ายอย่าง "พรรคพวกแบนเดล"
(Bandel Seijin) สหพันธ์โลกจึงต้องส่ง "กัปตันฮงโก" หรือ Captain Ultra
ชายหนุ่มผู้มีความกล้าหาญและทักษะการรบเป็นเลิศ พร้อมด้วยหุ่นยนต์คู่ใจและลูกเรือ
ออกเดินทางไปกับยานอวกาศสุดล้ำเพื่อขจัดภัยคุกคามทั่วกาแล็กซี




รูปลักษณ์ชุดเงินสถาปัตยกรรมอวกาศและยาน "Spiegel"

Captain Ultra ไม่ใช่ยักษ์ขยายร่างเหมือนอุลตร้าแมน แต่เป็นมนุษย์ที่สวมชุดอวกาศสีเงิน
มันวาว (Metallic Silver) ซึ่งเป็นแฟชั่นไซไฟที่ล้ำมากในยุคนั้น เขาไม่ได้มีลำแสงจากมือ
เป็นอาวุธหลัก แต่เน้นการใช้ปืนเลเซอร์และอุปกรณ์ไฮเทค

จุดเด่นที่สุดคือยานพาหนะคู่ใจ "Spiegel" ยานอวกาศที่สามารถแยกส่วนออกเป็น 3 ลำ
เพื่อล้อมโจมตีศัตรูได้ ซึ่งถือเป็นต้นแบบของยานรบประกอบร่างในยุคต่อมา




ศัตรูสำคัญ: มนุษย์ต่างดาวแบนเดลและอสูรกายอวกาศ

ศัตรูคู่อาฆาตที่คนไทยยุคนั้นจำได้แม่นคือ "มนุษย์ต่างดาวแบนเดล" ที่มีลักษณะรูปร่างประหลาด
ดูเหมือนสาหร่ายหรือฟองน้ำสีเขียวขรุขระ พวกมันมักจะส่งสัตว์ประหลาดอวกาศหน้าตาพิลึก
มาขัดขวาง นอกจากนี้ในช่วงครึ่งหลังของซีรีส์ยังมีศัตรูใหม่อย่าง "Metallic Seijin"
ที่มีความแข็งแกร่งและดูเป็นไซบอร์กมากขึ้น ทำให้การต่อสู้เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม




ฉากที่คนจดจำ: การปรากฏตัวของหุ่นยนต์ "ฮัค" (Huck)

ฉากที่เด็กๆ ทั่วโลก (รวมถึงไทย) ชื่นชอบที่สุดคือบทบาทของ "ฮัค" (Huck) หุ่นยนต์ผู้ช่วย
ที่มีรูปร่างเป็นสแตนเลสทรงกระบอก แขนขาเป็นเส้นขดสปริงยืดหดได้ ฮัคไม่ใช่แค่หุ่นยนต์รับใช้
แต่เป็นคู่หูที่ช่วยกัปตันวางแผนและสู้รบอย่างแข็งขัน เป็นตัวละครที่สร้างสีสันและทำให้เด็กๆ
รู้สึกว่าอวกาศเป็นเรื่องสนุกและเข้าถึงง่าย





ผู้สวมบทบาท กัปตันฮงโก และบทสรุปของนักรบชุดเงิน

นักแสดงผู้รับบท Captain Ultra คือคุณ นากามุระ ฮิโรชิ (Hiroshi Nakamura) ผู้มอบ
บุคลิกที่ดูเป็นผู้นำที่พึ่งพาได้และดูเท่แบบสไตล์นักบินอวกาศชาวตะวันตก บทสรุปของภาคนี้
คือชัยชนะเหนือจักรวาลที่ทำให้มนุษยชาติสามารถอยู่อาศัยในอวกาศได้อย่างสันติสุข
เป็นภาคที่วางรากฐาน "Space Opera" ให้กับหนังฮีโร่ญี่ปุ่นในยุคต่อมาอย่าง
Space Sheriff Gavan หรือ Star Ranger




บทสรุป: ชัยชนะเหนือจักรวาลและสันติภาพแห่งมวลมนุษย์

บทสรุปของ Captain Ultra จบลงด้วยการปะทะกันครั้งสุดท้ายที่ดุเดือดระหว่างกองกำลัง
ป้องกันโลกและจักรวรรดิโลหะ (Metallic Seijin) กัปตันฮงโกและลูกเรือยาน Spiegel
ต้องใช้ทั้งไหวพริบและพลังทำลายล้างของยานรบประกอบร่างเข้าทำลายฐานทัพหลัก
ของศัตรูท่ามกลางสมรภูมิดวงดาว

เมื่อความชั่วร้ายถูกขจัดสิ้น กัปตันฮงโกไม่ได้หยุดพัก แต่เขายังคงมุ่งหน้าออกสำรวจจักรวาล
อันกว้างใหญ่ต่อไปเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับดวงดาวอื่นๆ บทสรุปของภาคนี้จึงไม่ใช่แค่การจบสงคราม
แต่คือการประกาศว่า "จักรวาลไม่ใช่สถานที่ที่น่ากลัวอีกต่อไป"

หากมนุษย์มีความกล้าหาญและเทคโนโลยีที่ใช้เพื่อสันติภาพ มนุษยชาติก็จะสามารถขยาย
เผ่าพันธุ์และอยู่อาศัยร่วมกับดวงดาวได้อย่างยั่งยืน ถือเป็นการปิดฉากยุคบุกเบิกอวกาศ
ที่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ยุค 60 อยากเป็นนักบินอวกาศกันทั่วบ้านทั่วเมือง




เกร็ดน่าสนใจและเบื้องหลังของกัปตันอุลตร้า


ชื่อ "อุลตร้า" ที่ไม่ได้แปลว่าอุลตร้าแมน
แม้จะใช้ชื่อว่า Ultra เหมือนกัน แต่เรื่องนี้เป็นของสตูดิโอ Toei (ในขณะที่อุลตร้าแมน
เป็นของ Tsuburaya) การใช้ชื่อนี้เป็นเพียงการเกาะกระแสคำว่า "Ultra" ที่กำลัง
ฮิตที่สุดในญี่ปุ่นตอนนั้นครับ

งานสร้างระดับ Movie
เนื่องจากเป็นการฉายคั่นระหว่างรออุลตร้าแมนภาคใหม่ (เซเว่น) งานสร้างภาคนี้
จึงอัดงบประมาณสูงมาก ทั้งฉากจำลองดาวเคราะห์และยานอวกาศที่ทำออกมาได้
ละเอียดสวยงามจนถึงปัจจุบัน

ความดังในไทย
ในไทยยุคนั้นเคยนำมาฉายและได้รับความนิยมไม่แพ้กัน จนเด็กหลายคนจำสลับกันว่า
"นี่คืออุลตร้าแมนเวอร์ชันคนธรรมดาขี่จรวด" ไปซะงั้น




#49
Goatman
คืนโหดมนุษย์แพะแห่งแมริแลนด์




ลึกลงไปในแคว้นพรินซ์จอร์จ (Prince George's County) รัฐแมริแลนด์
มีเรื่องเล่าเขานถึงสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งสัตว์ที่ออกเพ่นพ่านตามถนนสายเปลี่ยว
และสะพานรถไฟร้าง "Goatman" หรือมนุษย์แพะ ไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาด
ในจินตนาการ แต่เป็นฝันร้ายที่คอยหลอกหลอนวัยรุ่นและนักเดินทางในยามค่ำคืน
เสียงกีบเท้าที่กระทบกับพื้นดินสลับกับเสียงร้องแหลมสูงคล้ายแพะที่กำลังถูกทรมาน
เป็นสัญญาณเตือนว่าคุณได้ก้าวเข้าสู่เขตล่าของมันแล้ว



รูปร่างลักษณะ

มนุษย์แพะมีสรีระที่ชวนสะอิดสะเอียนและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน มันมีความสูงกว่า 7 ฟุต
ร่างกายท่อนบนล่ำสันเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อเหมือนมนุษย์เพศชายแต่ปกคลุมด้วยขนสัตว์
สีน้ำตาลเข้มหรือสีดำกรัง ส่วนหัวของมันเป็นแพะที่มีเขายาวบิดเบี้ยว ดวงตาสีอำพันเบิกกว้าง
ไร้แววตาของความเป็นมิตร ท่อนล่างตั้งแต่สะโพกลงไปกลายสภาพเป็นขาแพะที่แข็งแรง ขนดก
และจบลงด้วยกีบเท้าคู่ใหญ่ที่พร้อมจะเหยียบย่ำทุกสิ่งที่ขวางหน้า ในมือของมันมักจะถือ
ขวานด้ามยาวหรือท่อนไม้ขนาดใหญ่เป็นอาวุธคู่กาย



พฤติกรรม

มันคือนักล่าสายดักซุ่มที่เปี่ยมไปด้วยความแค้น พฤติกรรมที่โดดเด่นของ Goatman คือการ
ดักโจมตีรถยนต์ที่มาจอดในที่ลับตาคนหรือทางเปลี่ยว (Lover's Lane) มันจะใช้ขวาน
จามเข้าที่ฝากระโปรงรถหรือทุบกระจกเพื่อลากเหยื่อออกมา




นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมสุดหลอนในการ "แฝงตัว" เข้ามาเนียนในกลุ่มวัยรุ่นที่ตั้งแคมป์ไฟในป่า
โดยมันจะอาศัยความมืดและความสับสนสวมรอยเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มอย่างเงียบเชียบ
จนกระทั่งเหยื่อเริ่มนับจำนวนคนแล้วพบว่ามี "บางสิ่ง" เกินมา ซึ่งตอนนั้นก็สายเกินไปเสียแล้ว


แฟ้มคดีปริศนา
เมื่อปีศาจออกล่าคนทั้งรัฐ


รายงานการโจมตีที่โด่งดังที่สุดเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1971 เมื่อสุนัขเฝ้าบ้านของครอบครัวหนึ่ง
ในเมืองโบวี (Bowie) ถูกพบเป็นศพในสภาพถูกตัดหัวและฉีกร่างออกเป็นชิ้นๆ พยานใน
เหตุการณ์รวมถึงวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งยืนยันว่าพวกเขาเห็นสิ่งมีชีวิตร่างยักษ์ครึ่งคนครึ่งแพะถือขวาน
วิ่งอยู่ในความมืด




คดีนี้ทำให้เกิดกระแสหวาดกลัวไปทั่ว แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจในยุคนั้นก็ยังต้องจัดกำลัง
ลาดตระเวนในพื้นที่ป่าเพื่อค้นหาร่องรอยของฆาตกรอมนุษย์รายนี้ แต่ก็พบเพียงรอยเลือด
และรอยกีบเท้าที่หายไปในพงหญ้าทึบ


ความลับใต้ห้องแล็บเบลต์สวิลล์
ผลลัพธ์ที่บิดเบี้ยวของวิทยาศาสตร์


หากจะสืบสาวไปถึงจุดกำเนิดของมนุษย์แพะแห่งแมริแลนด์ ทฤษฎีที่น่าขนลุกและถูกพูดถึง
มากที่สุดในยุคโมเดิร์นไม่ใช่เรื่องของภูตผีปีศาจ แต่เป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในสถานีวิจัย
การเกษตรเบลต์สวิลล์ (Beltsville Agricultural Research Center)




ย้อนกลับไปในช่วงยุคสงครามเย็น มีข่าวลือหนาหูว่านักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องคนหนึ่งนามว่า
ดร. สตีเฟน แฟลตเชอร์ (Dr. Stephen Fletcher) ได้ทำการทดลองลับที่ก้าวข้าม
เส้นศีลธรรม โดยการนำดีเอ็นเอของมนุษย์ไปตัดต่อผสมผสานกับเซลล์ของแพะสายพันธุ์ดุร้าย
ทว่าผลลัพธ์ของมันกลับกลายเป็นอสุรกายร่างยักษ์ที่เปี่ยมไปด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่า
และพละกำลังมหาศาล


มันคลุ้มคลั่ง สังหารผู้ช่วยวิจัยในห้องแล็บจนหมดสิ้น ก่อนจะพังระบบรักษาความปลอดภัย
แล้วหนีหายเข้าไปในผืนป่าโดยรอบ ทิ้งไว้เพียงซากความล้มเหลวและคำสั่งปิดปากจาก
องค์กรรัฐที่พยายามปกปิดความจริงนี้ไว้ใต้พรม


บทสรุปของเพชฌฆาตไร้เงา
ตำนานที่ยังลมหายใจในป่าไพน์บาร์เรนส์




ไม่ว่า Goatman จะเป็นผลลัพธ์จากวิทยาศาสตร์ที่บิดเบี้ยวหรือเป็นเพียงเรื่องเล่ารอบกองไฟ
เพื่อปรามไม่ให้วัยรุ่นออกไปมั่วสุมในยามวิกาล แต่มันได้กลายเป็นรากเหง้าความกลัวที่ฝังลึก
ในรัฐแมริแลนด์จวบจนปัจจุบัน ทุกวันนี้เมื่อค่ำคืนมาเยือนและสายลมพัดผ่านราวสะพานรถไฟร้าง
เสียงฝีเท้าแปลกๆ ที่ดังขึ้นตามหลังยังคงเป็นเครื่องเตือนใจว่า อย่าหันหลังกลับไปมอง
เพราะเพชฌฆาตครึ่งแพะอาจกำลังเงื้อขวานรอคุณอยู่
#50
[ArsGoetia] ลำดับที่ 16
ดยุคเซพาร์
(Duke Zepar)

อัศวินสีชาดผู้จุดไฟรักและตัณหา




ดยุคเซพาร์ (Duke Zepar) คือจิตวิญญาณแห่งความรักที่ไม่ได้มาพร้อมกับพิณ
หรือคันศรสีทอง แต่กลับมาในคราบของนักรบผู้แข็งแกร่ง เขาคือผู้ควบคุมสายสัมพันธ์
ทางอารมณ์และแรงดึงดูดระหว่างมนุษย์


ซิทรี (ลำดับที่ 12) อาจจะคุมเรื่องตัณหาที่บ้าคลั่ง แต่เซพาร์จะเน้นไปที่การทำให้
คนตกหลุมรักกันอย่างถอนตัวไม่ขึ้นและการเชื่อมโยงโชคชะตาของหัวใจสองดวงเข้าด้วยกัน
แม้ว่าในบางครั้งอำนาจของเขาจะแฝงไปด้วยความเด็ดขาดราวกับคมดาบก็ตาม


ตำแหน่งและอาณาเขต



เซพาร์ดำรงตำแหน่งเป็น ดยุคผู้ยิ่งใหญ่ (Great Duke) แห่งขุมนรก บัญชาการกองทัพปีศาจ
จำนวน 26 กองพล อำนาจของเขาจะเด่นชัดที่สุดในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์และ
การจับคู่ โดยเขามักถูกมองว่าเป็นขุนพลฝ่ายบุ๋นในสภาปีศาจที่ใช้ความเข้าใจในจิตวิทยา
และความปรารถนาของมนุษย์ในการแผ่อิทธิพล



รูปลักษณ์: อัศวินสีชาดผู้เปี่ยมเสน่ห์



รูปลักษณ์ของเซพาร์นั้นมีความเป็นเอกลักษณ์และขัดแย้งในตัวเองอย่างน่าดึงดูด โดยในตำราดั้งเดิม
ได้พรรณนาว่าเขาปรากฏกายในรูปของ ทหาร (Soldier) ที่สวมเกราะและเสื้อผ้าสีแดงฉาน
(Red Apparel) ราวกับอัศวินที่เพิ่งผ่านสมรภูมิรบมา ทว่าในมุมของการตีความสมัยใหม่ สีแดง
ของเขาไม่ได้สื่อถึงเลือดเพียงอย่างเดียว แต่ยังสื่อถึงเปลวไฟแห่งกามารมณ์และความรักที่รุ่มร้อน


ใบหน้าของเขามักถูกพรรณนาว่าเป็นบุรุษที่มีความสง่างามอย่างชายชาตรี มีดวงตาที่แหลมคม
แต่แฝงไว้ด้วยประกายความอบอุ่นที่สามารถสะกดหัวใจของผู้ที่จ้องมองได้ในทันที ท่วงท่าของเขา
ดูองอาจเหมือนนักรบผู้พิทักษ์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความนุ่มนวลและเย้ายวนใจในแบบที่อัศวิน
ผู้สูงศักดิ์ควรจะมี การสวมเกราะสีแดงจึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการปกป้องและความรักที่เข้มแข็ง
ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในปีศาจที่ได้รับความนิยมอย่างมากในแง่ของ
งานศิลปะที่ผสมผสานความแข็งแกร่งเข้ากับเสน่ห์อันล้นเหลือ


พลังอำนาจ



ดยุคเซพาร์ทรงมีอำนาจหลักในการบันดาลให้สตรีเกิดความรักและตกหลุมรักบุรุษอย่างรุนแรง
โดยเขาสามารถดึงดูดใจให้คนสองคนโคจรมาพบกันและเกิดความพึงพอใจในกันและกันจนนำ
ไปสู่ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น


พลังของเขาโดดเด่นในการสร้างสถานการณ์ที่ทำให้เป้าหมายเกิดความหลงใหลจนยากจะถอนตัว
นอกจากนี้เขายังมีความสามารถในการแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์หรือทัศนคติของบุคคลเพื่อให้เป็น
ที่รักของผู้อื่น ทว่าอำนาจของเซพาร์ก็มีแง่มุมที่ดุดันเช่นกัน

เพราะในบางตำรากล่าวว่าเขาสามารถทำให้สตรีเป็นหมันหรือไม่มีบุตรได้หากเป็นความประสงค์
ของผู้อัญเชิญ ซึ่งสื่อถึงการเน้นย้ำไปที่ความรักและความปรารถนาส่วนบุคคลมากกว่าการสืบพันธุ์
ตามธรรมชาติ เขาจึงเป็นทั้งผู้สร้างพันธนาการแห่งหัวใจและผู้กำหนดทิศทางความรักที่มี
ความเฉียบขาดราวกับนักรบในสนามรบ


สัญญาสีเลือดและพันธนาการแห่งหัวใจ



ในปราสาทที่เงียบเหงา มีอัศวินยากไร้คนหนึ่งแอบหลงรักเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ แต่ด้วยฐานะที่
แตกต่างกันราวฟ้ากับดินทำให้เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะเอ่ยปาก เขาจึงตัดสินใจทำพิธีอัญเชิญ
ดยุคเซพาร์ ในคืนที่ดวงจันทร์กลายเป็นสีเลือด เซพาร์ปรากฏตัวในชุดเกราะสีแดงสว่างโชติช่วง
พร้อมกับกลิ่นหอมของกุหลาบและกลิ่นจางๆ ของเหล็ก


เซพาร์ไม่ได้มอบทองคำให้อัศวิน แต่เขากลับมอบ "มนต์สะกดแห่งการสบตา" และบันดาลให้
เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งสองต้องติดอยู่ในกระท่อมกลางป่าท่ามกลางพายุหิมะ ภายใต้พลัง
ของเซพาร์ กำแพงหัวใจของเจ้าหญิงถูกทำลายลงด้วยความไว้วางใจและความปรารถนา
ที่พุ่งพล่าน ทั้งสองตกหลุมรักกันอย่างถอนตัวไม่ขึ้นจนยอมทิ้งยศถาบรรดาศักดิ์เพื่ออยู่ด้วยกัน

ตำนานนี้สอนว่าความรักของเซพาร์นั้นเหมือนคมดาบสีแดงที่ตัดผ่านอุปสรรคทุกอย่าง
แต่มันก็เป็นพันธนาการที่ไม่มีใครสามารถทำลายได้นอกจากความตาย