บ้านรับแขก (Someone Must Stay)

เริ่มโดย etatae333, 23 ตุลาคม 2026, 15:05:25

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

0 สมาชิก และ 1 ผู้มาเยือน กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

บ้านรับแขก
(Someone Must Stay)




ถนนเข้าหมู่บ้านหนองคอยสิ้นสุดตรงต้นมะขามใหญ่ พ้นจากนั้นเป็นเพียงทางดินเลียบคลอง
ซึ่งแคบจนรถยนต์สวนกันไม่ได้ ในฤดูฝนคนที่อยู่ท้ายหมู่บ้านต้องถอดรองเท้าถือแล้วเดิน
ลุยโคลนออกมาขึ้นรถ ส่วนหน้าแล้ง ฝุ่นสีแดงจะเกาะตามรั้วและใบไม้จนมองแทบไม่ออกว่า
สิ่งเหล่านั้นเคยมีสีอะไร ผู้ใหญ่บ้านพูดเรื่องทำถนนมาหลายปี แต่ทุกครั้งที่ 'ธนา' กลับมา
ทางเส้นนี้ก็ยังมีหลุมอยู่ตรงตำแหน่งเดิม ราวกับเวลาของหมู่บ้านเดินช้ากว่าข้างนอก
หรือบางทีก็ไม่ได้เดินเลย


บ้านของแม่อยู่สุดทางดิน เป็นเรือนไม้ยกพื้นหลังสุดท้ายก่อนถึงโค้งคลอง หลังคาสังกะสีเก่า
สลับแผ่นใหม่ หน้าบ้านมีต้นแก้วที่แม่ปลูกตั้งแต่เขายังไม่เข้าโรงเรียน ธนาไม่ได้กลับมานอน
ที่นี่นานแล้ว หลังเรียนจบเขาก็ทำงานอยู่กรุงเทพฯ แต่งงาน มีลูก และแยกทางกับภรรยา
ในเวลาต่อมา การกลับบ้านเหลือเพียงการแวะเยี่ยมช่วงกลางวันปีละครั้งสองครั้ง เขาซื้อของมาให้แม่
นั่งกินข้าวด้วยกัน แล้วรีบขับรถกลับก่อนค่ำ แม่ไม่เคยรั้งให้อยู่ต่อ บางครั้งถึงกับเตือนให้เขา
ออกเดินทางเร็วขึ้น เพราะไม่อยากให้ขับรถมืด ๆ


ตอนนั้นเขาคิดว่าแม่เป็นห่วงเรื่องอุบัติเหตุ...

* * *

วันที่ธนากลับมาเก็บของ แม่ตายไปได้สิบสองวันแล้ว เขามาทันงานเผาแต่ต้องรีบกลับไปทำงาน
ในเช้าวันรุ่งขึ้น บริษัทกำลังลดคน และเขาไม่อยู่ในฐานะที่จะเสียรายได้แม้แต่เดือนเดียว ค่าเช่าห้อง
ค่าโรงเรียนลูก และหนี้รถกินเงินเดือนเกือบทั้งหมด

บ้านหลังนี้จึงเป็นทรัพย์สินชิ้นเดียวที่พอจะช่วยให้ชีวิตเบาลง เขาตั้งใจมาคัดของสำคัญ
เก็บรูปถ่ายกับเอกสารแล้วให้คนเข้ามาตีราคาทั้งบ้านและที่ดิน ส่วนตุ๊กตา ลูกสาววัยหกขวบ
จำเป็นต้องมาด้วยเพราะโรงเรียนปิดและไม่มีใครรับดูแล


เด็กหญิงหลับมาตลอดทางช่วงสุดท้าย กว่าจะตื่นก็เมื่อรถจอดข้างโอ่งน้ำหน้าบ้าน ป้านวลซึ่งอยู่บ้านเยื้องกัน
เดินออกมารับพร้อมกุญแจ พอเห็นตุ๊กตาแกก็ชะงัก ถามอายุเด็ก ถามว่าจะค้างกี่คืน และถามซ้ำว่า
แม่เคยสั่งอะไรไว้หรือไม่ ธนาจำได้ว่าแม่โทรมาหาไม่กี่วันก่อนเสีย ตอนนั้นเขากำลังขี่รถฝ่าฝนไปรับลูก
เสียงลมดังจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง เขาจำได้เพียงคำเตือนว่า 'หากจะกลับมาอย่าเอาตุ๊กตามาด้วย' แต่ก็เข้าใจว่า
แม่คงกลัวหลานเดินทางลำบาก เมื่อป้านวลถามเขาจึงตอบไปว่าไม่มีอะไรเป็นพิเศษ

ป้านวลกำกุญแจอยู่อีกครู่หนึ่งก่อนยอมส่งให้ ดอกกุญแจเล็กมีด้ายแดงผูกอยู่ตรงห่วงจนสีหม่นเกือบน้ำตาล
แกบอกว่าถ้าได้ยินใครเรียกตอนกลางคืนอย่าขานรับ

ธนาเคยได้ยินคำเตือนนี้มาตั้งแต่เด็กจึงไม่ได้ใส่ใจนัก คนแก่ในหมู่บ้านเชื่อกันว่าเสียงเรียกยามวิกาลอาจไม่ใช่เสียงคนเป็น
โดยเฉพาะเสียงที่เรียกด้วยชื่อซึ่งมีแต่คนในครอบครัวเท่านั้นที่ใช้ เขายิ้มให้แกอย่างคนไม่อยากขัดใจ
แล้วรับกุญแจมาไขบ้าน ป้านวลไม่ได้ช่วยยกของขึ้นเรือนเหมือนทุกครั้ง แกยืนมองจนเขา
พาลูกขึ้นบันได ก่อนเดินกลับบ้านไปเงียบ ๆ

ภายในบ้านยังมีกลิ่นไม้เก่า ยาหม่อง และผ้าที่เก็บในตู้นานเกินไป ธนาเปิดหน้าต่างทุกบาน
แสงบ่ายเผยให้เห็นข้าวของที่แม่ทิ้งไว้ราวกับเจ้าตัวเพิ่งเดินออกไปซื้อของ


ผ้าขนหนูยังพาดอยู่บนราว แว่นสายตาวางทับหนังสือสวดมนต์ ใต้ปฏิทินร้านขายปุ๋ยมีรอยดินสอ
ขีดวัดส่วนสูงเรียงขึ้นไปตามผนัง ข้างรอยหนึ่งเขียนว่า *ธนา ๗ ขวบ* เขาลองยืนเทียบแล้ว
รู้สึกแปลกที่ครั้งหนึ่งตัวเองเคยเล็กเท่านั้น ขณะเดียวกันตุ๊กตาก็เดินสำรวจบ้านอย่างตื่นเต้น
ก่อนหยุดอยู่หน้าห้องเล็กด้านหลังซึ่งมีแม่กุญแจคล้องจากข้างนอก

ห้องนั้นเป็นห้องนอนเดิมของแม่ แต่หลายปีหลังแกย้ายมาปูฟูกนอนหน้าหิ้งพระ บอกเพียงว่า
ห้องเก็บของรกและมีหนู ธนาไม่เคยสงสัยจนกระทั่งเห็นสายสิญจน์สามเส้นขึงขวางวงกบและด้ายแดง
เส้นหนาผูกไขว้อยู่ต่ำลงมา

ตุ๊กตาบอกว่ามีคนเดินอยู่ข้างใน เขาจึงลองเคาะและแนบหูฟังแต่ไม่ได้ยินอะไร เมื่อก้มมองช่องใต้ประตู
ก็เห็นเพียงขาโต๊ะเก่าอยู่ในความมืดเขาคิดว่าเด็กคงเห็นเงาไม้ข้างหน้าต่างจึงพาออกมา โดยไม่ได้สังเกตว่า
ห้องนั้นไม่มีหน้าต่างอยู่ฝั่งที่ต้นไม้ขึ้นเลย



* * *


เย็นวันนั้นป้านวลนำปิ่นโตมาให้ แกยืนส่งตรงบันไดโดยไม่ขึ้นเรือน กำชับให้กินข้าวแล้วคว่ำจาน
อย่าทิ้งเศษอาหารไว้ และให้เก็บรองเท้าเด็กขึ้นบ้านด้วย ธนารับคำไปตามมารยาท ก่อนกลับ
แกมองผ่านเขาไปยังประตูห้องด้านหลัง เมื่อแน่ใจว่ามันยังล็อกอยู่จึงค่อยมีสีหน้าคลายลงเล็กน้อย
แต่คำพูดสุดท้ายกลับทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา แกบอกว่าคืนนี้ต่อให้ได้ยินเสียงแกเรียก
ก็อย่าเปิดประตูให้


ไฟดับตอนสองทุ่มสิบเจ็ดนาที ธนาจำเวลาได้เพราะกำลังอ่านข้อความจากคนรับซื้อบ้าน พัดลมหยุด
พร้อมหลอดไฟเหนือศีรษะ ความเงียบเข้ามาแทนที่รวดเร็วจนได้ยินน้ำในคลองกระทบตลิ่ง
เขาค้นลิ้นชักใต้หิ้งพระ พบเทียน ไฟแช็ก และสมุดบัญชีปกแข็งเล่มหนึ่ง ระหว่างจุดเทียนมีเสียงฝีเท้า
เดินอยู่ใต้ถุน คนคนนั้นย่ำดินช้า ๆ ก่อนหยุดตรงโอ่งน้ำ แล้วเรียกเขาด้วยเสียงของแม่

"นา เอาบันไดลงให้แม่หน่อย"

ธนาถือไฟแช็กค้างอยู่ แม่เรียกเขาสั้น ๆ อย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ไม่มีใครในกรุงเทพฯ ใช้ชื่อนี้แม้แต่ภรรยาเก่า
ก็ยังเรียกชื่อเต็ม เสียงด้านล่างฟังธรรมดาเสียจนชั่วขณะหนึ่งเขาลืมไปว่าเป็นคนถือรูปแม่เดินนำขบวนศพด้วยตัวเอง
แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่ขานรับกลับเป็นรายละเอียดเล็กน้อยบ้านหลังนี้มีบันไดไม้ติดอยู่ถาวร ไม่เคยมีบันได
ที่ต้องยกขึ้นยกลง และแม่ก็ใช้มันมาตลอดหลายสิบปี



ตุ๊กตาขยับเข้ามาเกาะเสื้อ เขาจึงกอดลูกไว้แล้วนั่งเงียบ เสียงด้านล่างเรียกอีกหลายครั้ง อ้างว่าถือของอยู่
บอกว่ามองไม่เห็นขั้นบันได สุดท้ายเริ่มไอเหมือนแม่ในช่วงที่ป่วยหนัก กลิ่นดินเปียกลอยขึ้นมาตามร่องกระดาน
ทั้งที่ฝนไม่ได้ตก ธนามองพื้นอยู่ตลอดเวลา คอยระวังไม่ให้ลูกตอบอะไรออกไป กว่าเสียงจะหยุด
กล้ามเนื้อที่แขนเขาก็เกร็งจนปวด

เขาลองโทรหาป้านวล แต่โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ เมื่อเดินไปใกล้หน้าต่างจึงเห็นแสงไฟลอดจากฝาบ้านของแก
ทั้งที่บ้านตัวเองดับสนิท มองต่ำลงไปข้างเสา เขาเห็นสายไฟเส้นหนึ่งถูกปลดห้อยไว้ ปลายสายพันผ้าสีดำ
อย่างเรียบร้อย ใครบางคนตั้งใจตัดไฟเฉพาะบ้านนี้

ความคิดนั้นยังไม่ทันชัดตุ๊กตาก็ดึงชายเสื้อแล้วชี้ไปทางห้องยาย ตรงช่องใต้ประตูมีเงาเท้าสองข้างยืนอยู่
ปลายเท้าหันออกมาทางพวกเขา และคราวนี้ธนาเห็นชัดพอจะรู้ว่าไม่ใช่ขาโต๊ะ


เขาอุ้มลูกลงจากเรือนทันที ทิ้งกระเป๋าและข้าวของไว้ทั้งหมด แต่รถไม่ตอบสนองต่อรีโมต เมื่อใช้กุญแจไข
เข้าไปบิดสตาร์ต หน้าปัดก็ไม่ติดแม้แต่ดวงเดียว ฝากระโปรงหน้าแง้มอยู่ และแบตเตอรี่หายไปทั้งลูก
ธนายืนมองช่องว่างนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนตะโกนเรียกป้านวล

บ้านของแกดับไฟลงแทบจะทันที เขาจึงอุ้มลูกเดินออกไปตามทางดิน ตั้งใจว่าจะไปให้ถึงถนนใหญ่
แม้ต้องเดินหลายกิโลเมตรก็ยังดีกว่าอยู่ต่อ



พ้นต้นกล้วยหน้าบ้านไปไม่ไกล แสงไฟฉายหลายกระบอกก็ส่องเข้าหน้า ผู้ใหญ่สนั่นกับผู้ชายอีกสี่คน
ยืนขวางทางอยู่ หนึ่งในนั้นถือแบตเตอรี่รถของเขา ทุกคนเป็นคนที่ธนารู้จัก บางคนเคยเลี้ยงข้าวเขา
บางคนเรียนห้องเดียวกันมาตั้งแต่ประถม เขาสั่งให้คืนแบตเตอรี่และหลีกทาง แต่ไม่มีใครทำตาม
ผู้ใหญ่บ้านเพียงบอกว่าคืนนี้เขากับลูกออกไปไม่ได้ ส่วนป้านวลซึ่งยืนอยู่ข้างหลังกลับตำหนิเขาว่า
แม่สั่งให้มาคนเดียวแล้วทำไมไม่ฟัง

ธนาไม่เคยเล่าเรื่องสายโทรศัพท์ครั้งนั้นให้ใครฟัง...

เขากำลังจะถามว่าแกรู้ได้อย่างไร เสียงกระแทกจากบนเรือนก็ดังขึ้น ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน
ผู้ชายคนหนึ่งมือสั่นจนลำแสงไฟฉายแกว่ง

ผู้ใหญ่สนั่นรีบบอกให้พาเด็กขึ้นบ้าน อ้างว่าอยู่ข้างล่างจะยิ่งอันตราย ธนาถอยหนีแต่ถูกล้อมไว้
คนที่ถือแบตเตอรี่ขอให้เขากลับขึ้นไปดี ๆ อย่าให้ต้องใช้กำลัง น้ำเสียงของอีกฝ่ายมีความกลัวอยู่จริง

ทว่าความกลัวนั้นไม่ได้ทำให้เขาสงสารเด็กในอ้อมแขนธนามากพอจะเปิดทางให้

ป้านวลขึ้นไปกับเขา แกนั่งตรงปลายเสื่อ ห่างจากตุ๊กตาซึ่งหลับเพราะความเหนื่อยเพียงเล็กน้อย
แล้วเล่าเรื่องที่ไม่มีใครยอมเล่ามาตลอดชีวิตของเขา...


สมัยก่อนคลองหลังบ้านเป็นทางน้ำใหญ่ เคยมีเรือล่มตรงโค้งท้ายหมู่บ้านในคืนงานบุญ คนตายมีทั้งชาวบ้าน
และคนต่างถิ่น เก็บศพขึ้นมาได้ไม่ครบ หลังจากนั้นบ้านริมคลองเริ่มได้ยินญาติที่ตายไปแล้วกลับมาเรียก
คนขานรับจะหายไปในคืนเดียวกัน ชาวบ้านนิมนต์พระ เชิญหมอธรรม ทำพิธีกันอยู่หลายครั้ง
สุดท้ายจึงมีคนหาวิธีให้เสียงเหล่านั้น มารวมกันอยู่ที่บ้านหลังเดียว


บ้านที่ต้องมีคนอยู่คอยรับแขก

คนในบ้านห้ามขานรับ ห้ามเปิดประตู และห้ามปล่อยให้เรือนว่างตอนกลางคืน ตราบใดที่ยังมีคนอยู่
เสียงเหล่านั้นจะวนเวียนเรียกอยู่เพียงรอบบ้าน ไม่ไปถึงเรือนอื่น เมื่อคนเฝ้าตาย ต้องมีลูกหลาน
กลับมาอยู่แทนก่อนพ้นคืนที่สิบสอง มิฉะนั้นสิ่งที่เก็บไว้จะออกไปตามหาคนรับด้วยตัวเอง
ยายของธนาเคยอยู่มาก่อนแม่ ส่วนก่อนยายจะเป็นใคร ป้านวลบอกว่าไม่รู้ แกรู้เพียงว่าตัวเอง
เกิดมาก็มีบ้านหลังนี้อยู่แล้ว และทุกบ้านในหมู่บ้านต่างรู้ว่าหน้าที่ของมันคืออะไร

ธนาถามว่าทำไมคนอื่นไม่ผลัดกันอยู่แทน ป้านวลตอบว่าเคยลองแล้ว แต่เสียงเหล่านั้นไม่ยอมหยุดเรียก
เขาจึงหยิบสมุดที่พบใต้หิ้งพระขึ้นมาเปิด ข้างในเป็นลายมือแม่ จดวันที่และชื่อคนไว้ บางชื่อมีคำกำกับว่า
เรียกตรงบันได บางชื่อดังจากริมคลอง หลายหน้ามีวงกลมสีแดงล้อมคำว่า

*ห้ามตอบ*

ช่วงแรกเขายังคิดว่าเป็นบันทึกของคนแก่ที่อยู่คนเดียวจนหวาดระแวง กระทั่งพบรายการหนึ่งระบุว่า
ได้ยินเสียงธนา ตอนอายุประมาณเจ็ดขวบร้องอยู่ใต้ถุนทั้งคืน วันที่กำกับไว้ตรงกับช่วงที่เขาอายุ
สามสิบสองและทำงานอยู่กรุงเทพฯ


ด้านในห้องแม่เริ่มมีเสียงเล็บขูดประตู ป้านวลขยับจะลุก แต่ธนาคว้าแขนไว้ เขาต้องการรู้ว่าถ้าหมู่บ้านต้องการคนเฝ้า
เหตุใดจึงไม่ปล่อยลูกสาวออกไป แกหลบตาอยู่นาน ก่อนบอกว่าเมื่อยายของเขาตาย แม่ก็ยังเป็นเด็กอยู่ในบ้านหลังนี้เช่นกัน
คำตอบนั้นทำให้ธนานึกถึงคืนหนึ่งในวัยเด็ก

คืนที่แม่เอาผ้าห่มคลุมหัวเขาแล้วสั่งให้อุดหู


* * *

วันรุ่งขึ้นแกพาเขาไปฝากญาติในอำเภอ หลังจากนั้นเขาไม่เคยกลับมาค้างที่นี่อีกเลยจนโต

ก่อนออกจากบ้าน ป้านวลวางกุญแจอีกดอกไว้ข้างตะเกียง บอกว่าอย่าเปิดห้องจนกว่าจะไม่มีเสียง
แล้วค่อยพาเด็กออกมา ธนาเข้าใจความหมายของคำพูดนั้นช้า ๆ เขาลุกพรวดเข้าหาแก แต่ผู้ชายที่รออยู่
ตรงบันไดกรูกันขึ้นมาจับเขากดลงกับพื้น ตุ๊กตาสะดุ้งตื่นร้องไห้ ขออย่าให้ทำร้ายพ่อ

ผู้ใหญ่สนั่นยืนมองอยู่ตรงประตูแล้วบอกว่าถ้าปล่อยสิ่งในบ้านออกไป คืนนี้อาจมีเด็กตายอีกหลายหลัง
ธนาถามกลับว่าลูกของเขาไม่ใช่เด็กหรือ แต่ผู้ใหญ่บ้านหันหน้าหนี และไม่มีใครตอบเขาอีก


พวกนั้นปล่อยมือพร้อมถอยลงบันได ประตูหน้าถูกดึงปิด เสียงโซ่คล้องดังตามด้วยแม่กุญแจ
ธนากระแทกบานไม้จนหัวไหล่ชา ตะโกนเรียกชื่อคนที่เคยรู้จักทีละคน เขารู้ว่าพวกนั้นยังอยู่ใต้ถุน
ได้ยินแม้แต่เสียงใครคนหนึ่งไอแล้วรีบกลั้นไว้ แต่ไม่มีใครยอมขึ้นมาเปิด

หลังจากนั้นเสียงเรียกก็เริ่มดังรอบบ้าน บางเสียงมาจากริมน้ำ บางเสียงอยู่ใต้พื้น บางเสียงเหมือนเอา
ปากแนบฝาแล้วพูดผ่านร่องไม้ ธนาได้ยินเสียงพ่อซึ่งตายไปตั้งแต่เขาอายุสิบห้าปะปนอยู่ด้วย

เขาลากตู้เสื้อผ้ามากั้นประตูห้องแม่ แล้วค้นหาเครื่องมือจนได้ไขควงเก่ากับค้อนเล็ก หน้าต่างทุกบาน
มีเหล็กดัดซึ่งเขาเป็นคนส่งเงินมาติดเองเพราะกลัวแม่ถูกขโมยขึ้นบ้าน ขณะนั้นตุ๊กตาถือเทียนให้
เขาพยายามขันสกรูออก มือสั่นจนปลายไขควงหลุดขูดนิ้วหลายครั้ง แต่สกรูที่ขึ้นสนิมไม่ขยับเลยสักตัว

เสียงเคาะดังขึ้นที่เหล็กดัด ธนาเงยหน้าจากไขควงแล้วพบใบหน้าของแม่อยู่อีกฟาก ห่างจากหน้าเขาไม่ถึงคืบ
ผมขาวเปียกแนบแก้มซีด ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท เขาชะงัก ก่อนนึกขึ้นได้ว่าหน้าต่างบานนี้อยู่สูงจาก
พื้นดินเกือบสามเมตร และข้างนอกไม่มีระเบียงให้ใครยืน ริมฝีปากคล้ำของแม่ค่อย ๆ ขยับ

"จะพาหลานไปไหน นา"



ธนาผงะชนตุ๊กตาจนเทียนตกดับ เขารีบคว้าลูกมากอด ขณะเสียงเคาะย้ายไปดังที่หน้าต่างบานถัดไป
ทั้งที่บานแรกยังเคาะอยู่ แล้วบานอื่น ๆ ก็ดังตามกันขึ้นมาในความมืด

เมื่อจุดเทียนได้อีกครั้ง สายสิญจน์เส้นบนสุดขาดห้อยลงมาแล้ว ธนามองไปรอบห้องอย่างสิ้นหนทาง
สายตาหยุดตรงรอยวัดส่วนสูงบนผนัง แสงเทียนเฉียงทำให้เห็นรอยเก่ากว่าที่ถูกฝุ่นกลบไว้ ใต้ชื่อเขา
มีรอยขีดต่ำเกือบถึงหัวเข่า ข้าง ๆ เขียนว่า *พิม ๕ ขวบ* พิมเป็นชื่อแม่

ถัดลงไปมีชื่อที่เขาไม่รู้จักอีกหลายชื่อ บางชื่อถูกขีดทับ บางชื่อจางจนเหลือเพียงรอยกดบนเนื้อไม้
ผนังตรงนั้นวัดส่วนสูงเด็กมาหลายรุ่นแล้ว


ธนากลับมาเปิดสมุดอ่านหน้าท้าย ๆ ลายมือแม่ช่วงหลังสั่นและเขียนทับกันหลายคำ แกบันทึกว่า
บางคืนได้ยินเสียงตัวเองตอนสาว ๆ จนเกือบเผลอตอบ อีกหน้าหนึ่งเขียนว่าเมื่อมีคนเข้าไปอยู่ข้างใน
เสียงจะเงียบลง ส่วนคนข้างนอกต้องอยู่เฝ้าและห้ามทิ้งบ้านว่าง หน้าถัดไปมีข้อความสั้น ๆ
ซึ่งทำให้เขาต้องอ่านซ้ำหลายครั้ง

*แม่ไม่ได้ทิ้งพิม แม่เข้าไปแทน ป้านวลบอกว่าพิมจะกลับออกมาได้*


* * *

ความทรงจำในคืนฝนตกกลับมาทีละน้อย คนที่คลุมผ้าห่มให้เขาคือแม่ ส่วนเสียงร้องจากห้องด้านหลัง
เป็นเสียงตา เขาจำได้ว่าแม่กอดเขาแน่นขึ้นทุกครั้งที่เสียงนั้นดัง และก่อนฟ้าสางแกก้มมากระซิบว่า
ถ้าได้ยินเสียงแม่ร้องก็อย่าตอบ ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ซึ่งนั่งอยู่ด้วยกันจึงพูดเช่นนั้น
เขารู้เพียงว่าแกกลัวมาก และในวันรุ่งขึ้นก็รีบพาเขาออกจากบ้านโดยไม่เก็บแม้แต่เสื้อผ้า


หน้าสุดท้ายของสมุดมีชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของธนา ใต้ข้อมูลเหล่านั้นแม่เขียนด้วย
ปากกาสีแดงว่า *อย่าเรียกมันมา* ประโยคเดียวถูกเขียนซ้ำหลายบรรทัด

บางบรรทัดกดแรงจนกระดาษขาด ธนานั่งมองรอยหมึกอยู่นาน เพิ่งเข้าใจว่าแม่ไม่ได้อยากให้เขาห่างเหิน
และตลอดหลายปีที่เขาคิดว่าแกไม่ยอมย้ายไปอยู่ด้วย แท้จริงแล้วแกไม่เคยมีทางเลือกนั้นเลย


* * *

เกือบเที่ยงคืน ตู้เสื้อผ้าเริ่มเลื่อนอีกครั้ง คราวนี้มันขยับช้า ๆ โดยไม่มีเสียงผลัก ราวกับน้ำหนัก
ถูกยกขึ้นจากพื้น ตุ๊กตานั่งกอดกระต่ายอยู่กลางเสื่อแล้วสารภาพว่า ตอนพ่อออกไปดูรถ เธอได้ยิน
ยายเรียกจากในห้อง ยายถามว่าชื่ออะไร เธอจึงบอกชื่อจริงตามที่พ่อเคยสอนให้ตอบผู้ใหญ่
เด็กหญิงคิดว่าตัวเองทำผิดเพราะพ่อบอกว่าห้ามคุยกับคนแปลกหน้า แต่ยายไม่ใช่คนแปลกหน้า
เธอจึงไม่ได้เล่าให้ฟังทันที


ด้ายแดงขาดดังผึง ตู้เสื้อผ้าล้มลง และประตูห้องแม่แง้มออกทั้งที่แม่กุญแจยังคล้องอยู่ ไม้รอบห่วงถูกฉีกหลุด
ออกมาเป็นแถบ ภายในไม่มีขาโต๊ะ ไม่มีตู้ หรือข้าวของใดที่ควรมี เห็นเพียงพื้นกระดานทอดลึกเข้าไปไกล
เกินความยาวของตัวบ้าน เสียงจากข้างในเรียกชื่อจริงของตุ๊กตาช้า ๆ แล้วเด็กหญิงก็ลุกขึ้นเดิน

ธนาคว้าเอวลูกไว้ เธอไม่ได้ดิ้น ไม่ได้พยายามแกะมือ แต่เท้ากลับก้าวต่อไปได้แม้เขาจะทิ้งน้ำหนัก
ทั้งตัวดึงเอาไว้ ใบหน้าเธอง่วงงุนเหมือนคนยังไม่ตื่นดี


เขากอดลูกจนแขนเจ็บ ร้องเรียกคนข้างนอกให้ช่วย ได้ยินเสียงสะอื้นอยู่ใต้หน้าต่างแต่ไม่มีฝีเท้าขึ้นบันได
เท้าข้างหนึ่งของตุ๊กตาข้ามธรณีประตูเข้าไปแล้ว ธนาจึงตะโกนขอให้เอาตัวเขาแทน

ทันใดนั้นเสียงทั้งหมดก็เงียบ แม้แต่เสียงน้ำในคลองก็หายไป แรงดึงคลายลง เด็กหญิงทรุดฮวบ
กลับสู่อ้อมแขนร้องไห้ ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังจะถูกพาไปที่ใด

มีฝีเท้าคู่หนึ่งเดินมาหยุดหลังบานประตู แล้วเสียงแม่ก็ถามว่าใครอยู่ตรงนั้น ธนาก้มจูบหน้าผากลูก
กลิ่นแชมพูขวดสีเหลืองที่เพิ่งซื้อก่อนเดินทางยังติดอยู่ตามเส้นผม

เขาค่อย ๆ ปลดมือเธอออกจากคอบอกเพียงว่าอย่าตามพ่อมา ตุ๊กตาไม่ยอมปล่อยจนเขาต้องฝืนแกะนิ้วทีละนิ้ว
พอเสียงในห้องถามซ้ำ เขาก็ผลักลูกออกไปให้พ้นธรณีประตู แล้วตอบด้วยเสียงที่พยายามประคองไม่ให้สั่น

"ผมอยู่นี่"




* * *

เช้าวันต่อมา ป้านวลขึ้นมาเปิดบ้าน พบตุ๊กตานั่งอยู่หน้าห้องยาย กระต่ายวางบนตัก
เด็กหญิงยังใส่ชุดเดิมแต่ไม่ร้องไห้แล้ว ตู้เสื้อผ้ากลับไปตั้งชิดผนัง สายสิญจน์อยู่ครบทั้งสามเส้น
และแม่กุญแจคล้องอยู่กับประตูซึ่งไม่มีรอยแตกหัก ตุ๊กตาบอกว่าพ่อสั่งให้นั่งรอตรงนี้
ก่อนถามว่าจะกลับบ้านได้เมื่อไร


ป้านวลย่อตัวลงกอดเด็กไว้ บอกว่าจะเอาข้าวมาให้ทุกวันเหมือนที่เคยเอามาให้ยาย ตุ๊กตาเริ่มดิ้น
และยืนยันว่าอยากกลับบ้าน แต่แกเพียงกอดแน่นขึ้นจนเด็กเหนื่อย และยอมเงียบไปเอง

รถของธนาถูกนำไปจอดที่สถานีขนส่งในบ่ายนั้น อีกสองวันจึงมีคนแจ้งพบรถถูกทิ้ง โทรศัพท์
กับกระเป๋าสตางค์อยู่ในช่องเก็บของแต่ไม่พบเจ้าของ ชาวบ้านให้การตรงกันว่าเขาออกเดินทาง
กลับตั้งแต่เช้าและพาลูกไปด้วย ไม่มีใครรู้ว่าหลังจากนั้นไปที่ไหน

ส่วนบ้านท้ายคลองก็ยังมีปิ่นโตมาส่งตามปกติ ป้านวลขึ้นไปสอนหนังสือให้เด็กในตอนเช้า
เย็นลงเก็บจาน คว่ำชาม แล้วออกจากบ้านก่อนมืด ทุกครั้งแกจะคล้องโซ่ประตูหน้า
จากด้านนอกอย่างระมัดระวัง

ผ่านไปหนึ่งเดือน ตุ๊กตาเริ่มยอมกินข้าว ผ่านไปสองเดือน เธอเลิกถามว่าเมื่อไรจะได้กลับบ้าน
ตอนกลางวันเธอนั่งอยู่ตรงชาน มองทางดินที่ทอดผ่านต้นกล้วยออกไป

บางครั้งมีเด็กวัยเดียวกันเดินตามผู้ใหญ่มาด้วย แต่ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ขึ้นมาเล่นบนเรือน
พอค่ำ เธอจะลากเสื่อไปปูตรงหน้าห้องยาย วางกระต่ายไว้ข้างหมอน และนอนฟังเสียงพ่อเรียก
อยู่หลังประตู

บางคืนพ่อร้องไห้ ขอให้ช่วยเปิด บอกว่าข้างในหนาวและมืดจนหาทางออกไม่เจอ ตุ๊กตาจะเอาหมอน
ปิดหู แล้วท่องคำที่ป้านวลสอนซ้ำ ๆ ว่าห้ามตอบ ห้ามเปิด และห้ามปล่อยบ้านว่าง เธอพยายามทำตาม
อย่างเคร่งครัด เพราะป้าบอกว่าถ้าทำผิด พ่อจะเจ็บยิ่งกว่าเดิม

กระทั่งคืนหนึ่งเสียงพ่อฟังดูดีขึ้นเขาเลิกขอให้เปิดประตู แล้วชวนคุยเหมือนตอนนั่งรถกลับจากโรงเรียน
ถามว่ากินข้าวกับอะไรกระต่ายยังอยู่ไหม และช่วงนี้สูงขึ้นบ้างหรือยัง


ตุ๊กตานอนฟังจนเผลอยิ้ม เธอเกือบจะเล่าว่าป้านวลเพิ่งวัดส่วนสูงให้เมื่อเช้า แต่เสียงพ่อพูดขึ้นเสียก่อน
มีเสียงนิ้วลูบแผ่นไม้เบา ๆ ตรงระดับศีรษะของเธอ

ตามด้วยคำพูดที่ทำให้เด็กหญิงค่อย ๆ ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมหน้า

"โตเร็ว ๆ นะลูก พ่อรออยู่"



friendly
0
funny
0
informative
0
agree
0
disagree
0
pwnt
0
like
0
dislike
0
late
0
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
No reactions
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่